วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

คำคมความสำเร็จ นโปเลียน ฮิลล์

เป้าหมายคือความฝันที่มีกำหนดวันสำเร็จ

บำรุงเลี้ยงภาพความสำเร็จในใจและความฝันของคุณ
ให้เติบโตงอกงามราวกับมันเป็นลูกๆ ของจิตวิญญาณของคุณ
มันเป็นแม่พิมพ์แห่งความสำเร็จขั้นสุดท้ายของคุณ

โชคทั้งหมดที่คุณต้องการในชีวิต
รอคอยอยู่ในจินตนาการของคุณ
จินตนาการคือห้องฝึกฝนของจิตใจคุณ
มันสามารถที่จะเปลี่ยนพลังงานของจิตใจ
ให้กลายเป็นความสัมฤทธิ์ผลและความมั่งคั่ง

ความสำเร็จทั้งปวง ความร่ำรวยที่หาได้ทั้งปวง
เริ่มต้นที่ไอเดียหนึ่ง

การกระทำเป็นสิ่งวัดความมีสติปัญญาตัวจริง

อย่าคอย มันไม่เคยมีเวลาที่เหมาะสมอยู่หรอก

เอดิสันล้มเหลว 10,000 ครั้งก่อนที่เขาจะประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าขึ้นมา
จงอย่าหมดกำลังใจถ้าคุณล้มเหลวแค่ไม่กี่ครั้ง

การศึกษามาจากภายใน คุณได้มันมาจาก
การกระเสือกกระสนและความพยายามรวมทั้งความคิด

ความเป็นปฏิปักษ์ทุกประการ ความล้มเหลวทุกครั้ง
ความปวดหัวทุกหน มีเมล็ดพันธุ์ที่มีประโยชน์
เท่าเทียมกันหรือมากกว่าอยู่ในนั้น

ทุกคนที่ประสบชัยชนะในสิ่งใดที่เขาทำ
ต้องเต็มใจ ตั้งใจ ที่จะตัดหนทางถอยทุกทาง
ถ้าทำเช่นนั้น ผู้นั้นก็จะดำรงสภาวะจิตที่เรียกว่า
"ความปรารถนาอันร้อนแรง" เพื่อชัยชนะไว้ได้อย่างแน่นอน
และนั่นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จ

ความกลัวไม่ใช่สิ่งอื่นใด
นอกจากสภาวะจิตแบบหนึ่ง

ปกติแล้ว ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นจากการเสียสละที่ยิ่งใหญ่
และมันไม่เคยจะเป็นผลลัพธ์จากความเห็นแก่ตัว

ความสุขพบได้ในการลงมือกระทำ ไม่ใช่เพียงการเป็นเจ้าของ

เก็บภาพของตัวเองให้ยาวนานและมั่นคงเพียงพอไว้ในใจ
แล้วคุณจะถูกดึงดูดให้ไปสู่ภาพนั้น
มันเป็นความจริงตรงตามตัวอักษรว่า
คุณสามารถประสบความสำเร็จได้ดีที่สุดและรวดเร็วที่สุด
ด้วยการช่วยเหลือคนอื่นๆ ให้ประสบความสำเร็จ

จงเขียนแผนลงบนกระดาษ
วินาทีที่สำเร็จ คุณจะมีรูปแบบของความปรารถนาที่จับต้องได้
อย่างแน่นหนาไว้ในมือ

โอกาสมักจะซ่อนตัวมาในรูปของ
โชคร้ายหรือความพ่ายแพ้ชั่วคราว

เมื่อความพ่ายแพ้เกิดขึ้น จงยอมรับมัน
ในลักษณะที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า
แผนของคุณยังไม่สมบูรณ์ จัดทำแผนเสียใหม่
แล้วล่องเรือออกไปอีกครั้ง
สู่เป้าหมายที่คุณปรารถนา

วิธีการพัฒนาการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวเริ่มตรงที่คุณ

หลายข้อความดีดี ยังมีอีก แต่เพียงเท่านี้ ก็ทำกันดูก่อนเถอะ

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

รถบัสพลังชีวิต

อดัมคู บรรยายว่า หากคุณคือคนที่ต้องการความสำเร็จ คุณได้อยู่บนวิถีของความสำเร็จไหม...
ความสำเร็จในชีวิต มันต้องเกิดจาก

การมีเป้าหมาย... อย่างจริงจัง จดจ้อง โสตายกับเป้าหมาย พร้อมๆ กับการสร้างความเชื่อและพลังในตนเองอย่างต่อเนื่อง

ไทเกอร์วู้ด ต้องการเป็นนักกอล์ฟตั้งแต่เด็ก แล้วตั้งใจฝึกฝน
บารัค โอบาม่า ต้องการเป็นประธานาธิบดี ตั้งแต่ 5 ขวบ

ทิศทางจะเกิดขึ้น เพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้น

กลยุทธ์จะถูกสร้างและค้นหา

มีความสุขเสมอกับการเดินทางไปสู่เป้าหมาย กลยุทธ์ไม่ใช่วิธีการที่ตายตัวสามารถปรับให้เหมาะสมได้เสมอ

ทำมันซะที... แค่นี้ล่ะชีวิต

1. คุณคือคนขับรถบัสของคุณเอง
2. มีเป้าหมายและทิศทางที่จะไปชัดเจน
3. เติมพลังสู่เป้าหมายด้วยความคิดบวกเท่านั้น...
4. เชิญคนที่มีเป้าหมายเดียวกันขึ้นรถ หรือเอาขึ้นรถแล้วให้เขารู้เป้าหมาย
5. ไม่เสียเวลากับคนไม่ยอมขึ้นรถกับเรา
6. คนกวนตีนเมื่ออยู่บนรถ หากปรับมันไม่ได้ ก็เตะมันลงไปจากรถ... เพราะเรามีเป้าหมายที่ต้องเดินทาง
7. กระตือรือร้นจะช่วยกระตุ้นและดึงดูดผู้โดยสารดีดีขึ้นมาบนรถ
8. รักผู้โดยสารทุกคน
9. ขับอย่างมีจุดหมาย
10. มีความสุข สนุกกับการเดินทาง

ก็เท่านี้ คิดมันได้ ก็ทำมันซะ... อย่ามัวแต่คิด

แล้วคุณจะเสียใจ เสียดาย หรืออยากตายได้ ถ้าไม่ได้ทำในสิ่งที่เป็นเป้าหมายจริงๆ ของคุณ
ถามตัวเอง ทุกวันนี้เพื่อใคร ใช่หนทางที่ถูกต้องและมีความสุขจริงหรือ...

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ตั้งค่าไบออส

การตั้งค่าและความหมายของคำต่าง ๆ ใน BIOS ที่ควรทราบ




โดยปกติแล้ว เราไม่จำเป็นต้องทำการเปลี่ยนแปลงค่าต่าง ๆ ใน BIOS บ่อยนัก ยกเว้นเมื่อเราต้องการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าต่าง ๆ หรือเมื่อมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ ๆ เช่น CPU, RAM หรือ Hard Disk เป็นต้น



การเข้าสู่ BIOS Setup Mode



สำหรับวิธีการที่จะเข้าไปตั้งค่าต่าง ๆ ใน BIOS ได้นั้น จะขึ้นอยู่กับระบบของแต่ละเครื่องด้วย โดยปกติเมื่อเราทำการเปิดสวิทช์ไฟของเครื่องคอมพิวเตอร์ BIOS ก็จะเริ่มทำงานโดยทำการทดสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนที่จะเรียกใช้งานระบบ DOS จากแผ่น Floppy Disk หรือ Hard Disk ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่เราสามารถเข้าไปทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าต่าง ๆ ใน BIOS ได้โดยกด Key ต่าง ๆ เช่น DEL, ESC CTRL-ESC, CTRL-ALT-ESC ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละเครื่องจะตั้งไว้อย่างไร ส่วนใหญ่ จะมีข้อความบอกเช่น "Press DEL Key to Enter BIOS Setup" เป็นต้น



ปุ่ม Key ต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับการ Setup BIOS ส่วนใหญ่จะเป็นแบบเดียวกัน โดยจะมีรูปแบบทั่วไปดังนี้



Up, Down, Left, Right ใช้สำหรับเลื่อนเมนูตามต้องการ

Page Up, Page Down ใช้สำหรับเพิ่ม ลบ หรือเปลี่ยนแปลงค่าตามต้องการ

ESC Key ใช้สำหรับย้อนกลับไปเมนูแรกก่อนหน้านั้น

Enter Key ใช้สำหรับเลือกที่เมนูตามต้องการ

F1, F2 ถึง F10 ใช้สำหรับการทำรายการตามที่ระบุในเมนู BIOS Setup



ตัวอย่างการตั้งค่าต่าง ๆ ใน BIOS Setup



สำหรับตัวอย่างต่อไปนี้ผมนำมาให้ดูแบบรวมทั่ว ๆ ไปของ BIOS เท่าที่หาข้อมูลได้นะครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะคล้าย ๆ กัน เริ่มจากหลังจากที่กด DEL หรือ Key อื่น ๆ ขณะเปิดเครื่องเพื่อเข้าสู่ BIOS Setup Mode โดยปกติแล้ว ถ้าหากเป็นการตั้งค่าครั้งแรก หลังจากที่ทำการ Reset CMOS แล้ว ก็เลือกที่เมนู Load BIOS Default Setup หรือ Load BIOS Optimal-performance เพื่อเลือกการตั้งค่าแบบกลาง ๆ ของอุปกรณ์ทั่วไปก่อน จากนั้นจึงมาทำการเลือกแก้ไขเปลี่ยนแปลงแต่ละค่า ตามเมนูต่อไปนี้



Standard CMOS Setup



Date และ Time ใส่ วันที่ และ เวลา ปัจจุบัน

Hard Disk กำหนดขนาดของ HDD (Hard Disk) ว่ามีขนาดเท่าไร โดยเลือกตั้งค่าเองแบบ User, แบบอัตโนมัติ Auto หรือไม่ได้ติดตั้งก็เลือกที่ None

Primary / Master อุปกรณ์ที่ต่อกับ IDE แรก แบบ Master

Primary / Slave อุปกรณ์ที่ต่อกับ IDE แรก แบบ Slave

Secondary / Master อุปกรณ์ที่ต่อกับ IDE ที่สอง แบบ Master

Secondary / Slave อุปกรณ์ที่ต่อกับ IDE ที่สอง แบบ Slave

- Cyls

จำนวน cylinders ใส่ตามคู่มือ HDD



- Heads

จำนวน heads ใส่ตามคู่มือ HDD

- Precomp

write precompensation cylinder ไม่ต้องกำหนดหรือใส่ตามคู่มือ HDD

- Landz landing zone ไม่ต้องกำหนด หรือใส่ตามคู่มือ HDD

- Sectors จำนวน sectors ใส่ตามคู่มือ HDD

Mode ถ้าหากทราบค่าที่แน่นอนให้ใส่เป็น User แต่ถ้าไม่แน่ใจ ให้ตั้ง Auto ไว้

- Auto BIOS

จะทำการตรวจสอบและตั้ง Mode ของ HDD อัตโนมัติ

- Normal สำหรับ HDD ที่มี clys,heads,sectors ไม่เกิน 1024,16,63

- Large สำหรับ HDD ที่มี cyls มากกว่า 1024 แต่ไม่ support LBA Mode

- LBA Logical Block Addressing สำหรับ HDD ใหม่ ๆ จะมีการส่งข้อมูลที่เร็วกว่า

Drive A: B: ชนิดของ Diskette Drives ที่ติดตั้งใช้งาน 360K, 720K, 1.2M หรือ 1.44M

Video ชนิดของจอแสดงภาพ (ปกติจะเป็น EGA/VGA)

Halt On กำหนดการ Stop หากพบ Error ขณะที่ POST (Power-On Seft Test)

- All errors การ POST จะหยุดและแสดง prompts ให้เลือกการทำงานต่อไปทุก Error

- All, But Key การ POST จะไม่หยุดกรณีของการเกิด Keyboard Error

- All, But Disk การ POST จะไม่หยุดกรณีของการเกิด Disk Drive Error

- All, But Disk/Key การ POST จะไม่หยุดกรณีของการเกิด Keyboard Error หรือ Disk Error

Memory จะแสดงขนาดของ Memory ที่ใส่อยู่ ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

- Base Memory โดยปกติจะเป็น 640K สำหรับ DOS

- Extended คือ Memory ในส่วนที่สูงกว่า 1M ขึ้นไป

- Other Memory หมายถึงส่วนของระหว่าง 640K ถึง 1M



BIOS Features Setup



Virus Warning การเตือนเมื่อมีการเขียนข้อมูลทับ Boot Record ของ HDD [Enabled]

CPU Int / Ext cache การใช้งาน CPU Internal / External Cache [Enabled]

CPU L2 Cache ECC Check การใช้ External Cache แบบ ECC SRAMs

Quick Power On Seft Test การทำ POST แบบเร็ว [Enabled]

Boot Sequence เลือกลำดับของการบูทเช่นจาก C:, A: หรือ IDE-0, IDE-1 [C: A:]

Swap Floppy Disk กำหนดการสลับตำแหน่ง Drive A: เป็น Drive B: [Disabled]

Boot Up Floppy Seek การตรวจสอบชนิดของ Disk Drive ว่าเป็นแบบใด [Disabled]

Boot Up NumLock Status กำหนดการทำงานของ Key NumLock หลังจากเปิดเครื่อง [Disabled]

Boot Up System Speed กำหนดความเร็ว CPU หลังจากเปิดเครื่อง [High]

Gate A20 Option การเข้าถึง Address memory ส่วนที่สูงกว่า 1M [Fast]

Typematic Rate Setting กำหนดความเร็วของการกด Key [Enabled]

Typematic Rate (Chars/Sec) กำหนดความเร็วของการกด Key [6]

Typematic Delay (Msec) กำหนดค่า delay ของการกด Key [250]

Security Option กำหนดการตั้งรหัสผ่านของการ Setup BIOS หรือ System [Setup]

PS/2 Mouse Control กำหนดการใช้งาน PS/2 Mouse [Disabled]

PCI/VGA Palette Snoop แก้ปัญหาการเพี้ยนของสีเมื่อใช้การ์ดวีดีโออื่น ๆ ร่วมด้วย [Disabled]

Assign IRQ for VGA กำหนดการใช้ IRQ ให้กับการ์ดจอ [Enabled]

OS Select for DRAM > 64M การกำหนดหน่วยความจำสำหรับ OS2 [Non-OS]

HDD S.M.A.R.T capability Self-Monitering Analysis and Reporting Technology ควรเลือก [Enabled]

Video BIOS Shadow กำหนดให้ทำ Shadow กับ ROM จากการ์ดแสดงผล C0000-C4000 ควรเลือก [Enabled

Adapter ROM กำหนดให้ทำ Shadow กับ ROM จากการ์ดที่เสียบเพิ่มเติม

- C8000 ใช้กับการ์ดแสดงผลชนิด MDA (จอเขียว)

- CC000 ใช้กับการ์ด controller บางประเภท [Disabled]

- D0000 ใช้กับการ์ด LAN [ถ้าไม่ใช้ตั้ง Disabled]

- D4000 ใช้กับ controller สำหรับ Disk Drive ชนิดพิเศษ [Disabled]

- D8000 ตั้ง [Disable]

- DC000 ตั้ง [Disable]

- E0000 ตั้ง [Disable]

- E4000 ตั้ง [Disable]

- E8000 ตั้ง [Disable]

- EC000 ใช้กับการ์ด controller ชนิด SCSI [หากไม่ได้ใช้ตั้ง Disable]

System ROM การทำ Shadow กับ ROM ของ BIOS ที่ F000 [Enabled]



Chipset Features Setup



Auto Configuration คือให้ BIOS จัดการค่าต่างๆโดยอัตโนมัติซึ่งจะเป็นค่ากลาง ๆ

Hidden Refresh การเติมประจุไฟของ DRAM [Enabled]

Slow Refresh ให้ DRAM ลดความถี่ในการเติมประจุไฟลง 2 - 4 เท่า [เลือก Enabled ถ้าไม่มีปัญหาในการใช้งาน]

Concurrent Refresh การอ่าน-เขียนข้อมูล ได้พร้อมๆกับการเติมประจุไฟใน DRAM [เลือก Enabled ถ้าไม่มีปัญหาในการใช้งาน]

Burst Refresh การเติมประจุไฟลง DRAM ได้หลายๆ รอบในการทำงานครั้งเดียว [เลือก Enabled ถ้าไม่มีปัญหาในการใช้งาน]

DRAM Brust at 4 Refresh จำนวนการ Burst Refresh เป็น 4 รอบในการทำงาน 1ครั้ง [Enabled]

Staggered Refresh การเติมประจุล่วงหน้าใน DRAM ใน Bank ถัดไปด้วย [Enabled]

Refresh RAS Active Time ให้ทดลองกำหนดค่าน้อยที่สุดเท่าที่เครื่องจะสามารถทำงานได้

AT Cycle Wait State เวลาที่รอให้การ์ด ISA พร้อม ให้ตั้งค่าที่น้อยสุดเท่าที่เครื่องทำงานได้

16-Bit Memory, I/O Wait State เวลาที่ซีพียูต้องรอระหว่างรอบการทำงาน ตั้งน้อยที่สุดที่ทำงานได้

8-Bit Memory, I/O Wait State เวลาที่ซีพียูต้องรอระหว่างรอบการทำงาน ให้ตั้งน้อยสุดที่ทำงานได้

DMA Clock Source กำหนดความเร็วของอุปกรณ์ DMA โดยมีค่าปกติคือ 5 MHz

Memory Remapping หากเปิดการทำงานนี้ไว้จะทำ Shadows กับ BIOS ใดๆ ไม่ได้ [Disable]

Cache Read Hit Burst หรือ SRAM Read Wait State ระยะพักรอเมื่ออ่านข้อมูลลงใน L1 Cache ให้ตั้งน้อยที่สุดเท่าที่ทำงานได้

Cache Write Hit Burst หรือ SRAM Write Wait State ระยะพักรอเมื่ออ่านข้อมูลลงใน L1 Cache ให้ตั้งน้อยที่สุดเท่าที่ทำงานได้

Fast Cache Read / Write ให้แคชทำงานโหมดความเร็วสูง จะมีผลเมื่อแคชมีขนาด 64 KB หรือ 256 KB

Tag Ram Includes Ditry ให้แคชทำงานในโหมดเขียนทับโดยไม่ต้องย้าย/ลบข้อมูลเดิมออกก่อน หากมี Ram น้อยกว่า 256 MB ควรใช้ Dirty Bit

Non-Cacheable Block-1 Size กำหนดขนาดหน่วยความจำที่ห้ามทำแคช [OK หรือ Disabled]

RAS to CAS Delay Time ค่าหน่วงเวลาก่อนที่จะสลับการทำงาน RAS-CAS ตั้งค่าน้อยที่สุด เท่าที่ทำงานได้

CAS Before RAS การสลับลำดับการทำงานระหว่าง RAS และ CAS

CAS Width in Read Cycle กำหนดค่าหน่วงเวลาก่อนที่ซีพียูจะเริ่มอ่านข้อมูลใน DRAM ตั้งน้อยที่สุดที่ทำงานได้

Interleave Mode ให้ซีพียูอ่าน - เขียนข้อมูลจาก DRAM ในโหมด Interleave

Fast Page Mode DRAM ให้หน่วยความจำทำงานแบบ FPM โดยไม่ต้องอาศัย RAS และ CAS ซึ่งจะเร็วกว่า

SDRAM CAS Latency Time หรือ SDRAM Cycle Length ระยะรอบการทำงานของ CAS latency ใน SDRAM ตั้งค่าน้อยที่สุด หรือใช้ค่า 2 กับ RAM ชนิด PC100 และใช้ค่า 3 กับ RAM ชนิด ความเร็วแบบ PC66/83

Read Around Write กำหนดให้ซีพียูอ่าน - เขียนข้อมูลจากหน่วยความจำได้ในคราวเดียวกัน [Enabled]

DRAM Data Integrity Mode เลือก Non-ECC หรือ ECC ตามขนิดของ SDRAM

System BIOS Cacheable การทำแคชของ System BIOS ROM #F0000-FFFFF [Enabled]

Video BIOS Cacheable การทำแคชของ Video BIOS ROM [Enabled]

Video RAM Cacheable การทำแคชของ Video RAM #A0000-AFFFF [Enabled ถ้าไม่มีปัญหา]

Memory Hole at 15M-16M การจองพื้นที่สำหรับ ISA Adapter ROM [Enabled]

Passive Release กำหนด CPU to PCI bus accesses ช่วง passive release [Enabled]

Delayed Transaction เลือก Enable สำหรับ PCI version 2.1

AGP Aperture Size (MB) กำหนดขนาดของ AGP Aperture กำหนดเป็นครึ่งหนึ่งของ RAM ทั้งหมด



Power Management



Max Saving กำหนดการประหยัดพลังงานแบบ สูงสุด

User Define กำหนดการประหยัดพลังงานแบบ ตั้งค่าเอง

Min Saving กำหนดการประหยัดพลังงานแบบ ต่ำสุด

PM Control by APM กำหนดให้ควบคุมการประหยัดพลังงานผ่านทางซอฟท์แวร์ APM

Video Off Method กำหนดวิธีการปิดจอภาพเมื่อเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน

- V/H SYNC + Blank จะปิดการทำงาน V/H SYNC และดับจอภาพด้วย Blank Screen

- DPMS สำหรับการ์ดแสดงผลและจอภาพที่สนับสนุนโหมด DPMS

- Blank Screen จะทำการแสดงหน้าจอว่าง ๆ เมื่อประหยัดพลังงาน สำหรับจอรุ่นเก่า ๆ

Video Off After ให้ปิดจอภาพเมื่อเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานแบบ Stanby หรือ Suspend

Standby Mode กำหนดระยะเวลาเมื่อพบว่าไม่มีการใช้งาน จะหยุดทำงานของอุปกรณ์บางส่วน

Supend Mode จะตัดการทำงานบางส่วนคล้าย Standby Mode แต่หยุดอุปกรณ์ที่มากกว่า

HDD Power Down กำหนดระยะเวลาก่อนที่ BIOS จะหยุดการทำงานของ HDD

Resume by Ring เมื่อ Enabled สามารถสั่งให้ทำงานจาก Soft Off Mode ได้

Resume by Alarm เมื่อ Enabled สามารถตั้งเวลาทำงานจาก Suspend Mode ได้

Wake Up On LAN เมื่อ Enabled สามารถสั่งให้ทำงานจาก Soft Off Mode ได้



Integrated Peripherals



IDE HDD BLOCKS MODE ให้ HDD อ่าน-เขียนข้อมูลได้ครั้งละหลาย Sector พร้อมกัน [Enabled]

IDE PIO Mode... กำหนดการทำงานแบบ Programe Input/Output [ตั้งสูงสุดหรือ Auto]

IDE UDMA... กำหนดการทำงานแบบ DMA หรือ UDMA [Enabled หรือ Auto]

On-Chip PCI IDE กำหนดการใช้ช่องเสียบ HDD IDE ที่อยู่บนเมนบอร์ด [Enabled]

USB Keyboard Support กำหนดให้ใช้ Keyboard แบบ USB [Enabled]

Onboard FDC Controller กำหนดให้ใช้ช่องเสียบ Disk Drive ที่อยู่บนเมนบอร์ด [Enabled]

Onboard Serial Port 1 กำหนดค่าแอดเดรสและ IRQ ให้ COM1 ค่าปกติคือ 3F8/IRQ4

Onboard Serial Port 2 กำหนดค่าแอดเดรสและ IRQ ให้ COM2 ค่าปกติคือ 2F8/IRQ3

Parallel Port Mode กำหนดโหมดการทำงานของพอร์ตขนานได้ใน 3 แบบ [EPP&ECP]

- SPP (Standard Parallel Port) คือโหมดมาตรฐานเหมาะแก่เครื่องพิมพ์รุ่นเก่าๆ

- EPP (Enhanced Parallel Port) คือโหมด 2 ทิศทางเหมาะแก่เครื่องพิมพ์รุ่นใหม่

- ECP (Extended Cap. Port) คือโหมดความเร็วสูง เมื่อต่อพ่วงกับ Scanner, Laplink ฯลฯ

ECP MODE USE DMA คือกำหนด DMA สำหรับ Port ขนานแบบ ECP ซึ่งค่าปกติคือ 3



การตั้งค่าอื่น ๆ



Load BIOS Default Setup

เมื่อกดเลือกที่นี่ BIOS จะทำการตั้งค่าต่าง ๆ ให้เป็นแบบกลาง ๆ สำหรับอุปกรณ์ทั่ว ๆ ไป หรือเป็นการตั้งค่าแบบ Factory Setup ก็ได้



Load BIOS Optimize Setup

เมื่อกดเลือกที่นี่ BIOS จะทำการตั้งค่าต่าง ๆ ของอุปกรณ์ ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด



Password Setting

ใช้สำหรับการตั้ง Password เมื่อต้องการจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าต่าง ๆ ใน BIOS หรือเมื่อต้องการจะเปิดเครื่อง โดยปกติเมื่อใส่ Password ระบบจะให้ใส่ Confirm ซ้ำ 2 รอบเพื่อป้องกันการใส่ผิดพลาด (ไม่ใส่อะไรเลย คือการยกเลิก password)



HDD Low Level Format

เป็นเมนูสำหรับทำ Low Level Format ของ Hard Disk ซึ่งใช้สำหรับทำการ Format Hard Disk แบบระดับต่ำสุด ซึ่งถ้าหากไม่มีปัญหาอะไรกับ Hard Disk ก็ไม่จำเป็นต้องทำ



Exit with Save Setting หรือ Exit without Save Setting

เมื่อทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลการตั้งค่าต่าง ๆ ของ BIOS แล้วต้องทำการ Save เก็บไว้ด้วยนะครับ ส่วนใหญ่เมื่อทำการ Save แล้วจะบูทเครื่องใหม่ ค่าต่าง ๆ ที่ตั้งไว้จึงจะใช้งานได้



CPU Setup

นอกจากนี้ ในเมนบอร์ดรุ่นใหม่ ๆ ที่เป็นแบบ Jumper Free (ไม่ใช้ Jumper แต่จะใช้เมนูใน BIOS สำหรับตั้งค่าต่าง ๆ ) จะสามารถตั้งค่าของความเร็ว CPU, ค่า multiple หรือ FSB, ค่าไฟ Vcore และอื่น ๆ อีกแล้วแต่รุ่นของเมนบอร์ดนั้น ๆ



เรื่องเกี่ยว BIOS, เสียงบี๊ป (Beep) และการ Clear CMOS จะตามมาทีหลังนะครับ กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่...หลังจากโดนคลื่นไทยแวร์นามิพัดหายไป...อิอิ



การแสดงผลความผิดพลาดที่พบทางหน้าจอโดยไบออส



ข้อความแสดงความผิดพลาดที่ตรวจพบโดยไบออสของ AMI



Keyboard is locked Unlock it คีย์บอร์ดถูกล็อคการทำงานไว้

Keyboard Error คีย์บอร์เสีย หรือไม่ได้ติดตั้งคีย์บอร์ไว้

K / B Interface Error หัวต่อคีย์บอร์ดเสีย หรือต่อไม่แน่น / หลวม

FDD Controller Failure เริ่มต้นการทำงานของคอนโทรลเลอร์ สำหรับฟล็อปปี้ดิสก์ ไม่ได้ อาจเกิดจากการตั้งค่าใน SETUP ไว้ไม่ถูกต้องหรือสายเคเบิ้ลหลุด / หลวม หรือคอนโทรลเลอร์นั้นเสียก็ได้

HDD Controller Failure เริ่มต้นการทำงานของคอนโทรลเลอร์ สำหรับฮาร์ดดิสก์ไม่ได้ อาจเกิดจากการตั้งค่าใน SETUP ไว้ไม่ถูกต้อง หรือสายเคเบิ้ลหลุด / หลวม หรือคอนโทรลเลอร์นั้นเสียก็ได้

On Board Parity Error พบตำแหน่งของหน่วยความจำที่ติดตั้งบนเมนบอร์ดเสีย

Off Board Parity Error พบตำแหน่งของหน่วยความจำที่ต่ออยู่กับสล็อตเสีย

Parity Error ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของหน่วยความจำเสีย

Memory mismatch, run Setup ไม่พบตำแหน่งของหน่วยความจำ

Expansion Board not ready at Slot X ไบออสไม่สามารถหาบอร์ด Expansion บนสล็อต X

Invalid Configuration Information for Slot X ค่าที่กำหนดไว้สำหรับอุปกรณ์ที่ต่ออยู่กับสล็อต X ไม่ถูกต้อง



ข้อความแสดงความผิดพลาดที่ตรวจพบโดยไบออสของ Award



ERROR ENCOUNTERED INITIALIZING HARD DRIVE เริ่มการทำงานของฮาร์ดดิสก์ไม่ได้ ซึ่งอาจเกิดจากการตั้งค่าใน SETUP ไว้ไม่ถูกต้อง สายต่อหลวม หรือฮาร์ดดิสก์เสียก็ได้

ERROR INITIALIZING HARD DRIVE CONTROLLER เริ่มการทำงานของคอนโทรลเลอร์ สำหรับฮาร์ดดิสก์ไม่ได้ ซึ่งอาจเกิดจากการตั้งค่าใน SETUP ไว้ไม่ถูต้อง สายต่อหลวมหรือตัวคอนโทรลเลอร์เสียก็ได้

FLOPPY DISK CNTRLR ERROR OR NO CNTRLR PRESENT ระบบไม่สามารถค้นพบตัวคอนโทรลเลอร์ของฟล็อปปี้ดิสก์

KEYBOARD ERROR OR NO KEYBOARD PRESENT ไม่ได้ติดตั้งคีย์บอร์ไว้ หรือคีย์บอร์เสีย

Memory Address Error at XXXX พบหน่วยความจำเสียที่ตำแหน่ง XXXX

Memory parity Error at XXXX พบหน่วยความจำเสียที่ตำแหน่ง XXXX


ขอบคุณเจ้าของเนื้อความนี้ ผมจำไม่ได้ว่าเอามาจากไหน มันอยู่ในเครื่องผมนานแล้ว อัปขึ้นมาไว้ เพราะจะลบเครื่อง ส่วนจะเป็นประโยชน์กับใคร ก็โมทนาสาธุด้วยล่ะกันนะโยม

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

คุณเป็นทาสของเงินหรือไม่

ศตวรรษ 20 คนรวยทั้งโลกแค่ 5%
แล้ว 95% ล่ะ คือใคร ...
ไม่สำคัญหรอกว่าเท่าไหร่ แต่ที่ต้องคิดคือ
ที่ 5% ทำ แต่ 95% ไม่ได้ทำ คือ อะไร
อะไรที่คน 5% ยอมเสีย แต่ 95% ไม่ยอมเสีย ไม่ยอมแลก...

ชีวิตฟุ่มเฟือย เงินเดือนสูง บ้านโต รถโก้ เที่ยวหรู
ไม่ใช่สิ่งแสดงว่าคุณฉลาด การศึกษาดี

เชื่อได้เลยว่า 95% หวังถูกหวย เพื่อจะมีชีวิตเช่นนั้น
ซึ่งคน 5% เขาไม่ทำกัน

คุณจะเป็นใคร 5% หรือ 95% ... คุณเลือกได้



มันไม่เกี่ยวกับรวย เร็ว ช้า หรือว่า จน เร็ว ช้า...
มันไม่เกี่ยวกับชีวิต สำเร็จ ล้มเหลว
สำคัญคือ ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความสำเร็จ
แล้วความสำเร็จคุณคืออะไร
คุณจะเป็นอะไร คุณรู้หรือยัง

หากคุณต้องการเป็น หมอ
ราคาจากเด็กจนจบเป็นหมอ คือ เท่าไหร่
หรือจะเป็น ทหาร
ราคาจากเด็กสู่ทหาร มันคือเท่าไหร่

อย่าเข้าใจคำว่า ราคา ผิดไปนะครับ
มันไม่ใช่เงินนะครับ มันคือ
เวลา สุขภาพ เสรีภาพ
และอื่นๆ ที่คุณต้องเสียไป เพื่อให้ได้มา

คนสำเร็จ เขามองไปที่ความคุ้มค่า
เขารู้ดีว่าชีวิตคนมันสั้นเท่าๆ กัน
เขาศึกษาต้นแบบที่เขาต้องการจะเป็น
แล้วก็เดินตาม นั่นคือ วิธีที่สั้นที่สุด

อยากล้มเหลว ก็ดูคนส่วนใหญ่ที่ยากจนสิ
เขาทำอะไร ก็ทำตามๆ กันไป ไม่ต้องคิด

มาดูซิ ว่าคนเหล่านี้ทำอะไร

บิลเกต มีว่านมหาเสน่ห์ เหรียญมงคล
แถมห้อยนางกวักไว้หน้ารถ หรือไม่...
... งมงาย ไม่มีในชีวิตบิลเกต

วิกรม จ้างหมอมาวางฮวงจุ้ย
หมอดูทักแล้วทำตาม หรือไม่...
... งมงาย คนไทยที่สำเร็จ เขาก็ไม่ทำเช่นกัน

สิ่งที่คนเหล่านี้มี แต่คนจนไม่มีคืออะไร
เขารู้จักตนเอง เสริมจุดเด่น แก้จุดห่วย
เขารู้ว่าตนเองชอบอะไร ทำสิ่งที่ชอบ
เขามีเป้าหมาย สิ่งที่ชอบมีตลาดรองรับ
เขาเดินตามเป้าหมายอย่างไม่ย่อท้อ
ปัญหามีแน่... คนจนไม่เคยออกหน้ารับปัญหา
มักหลบอยู่ข้างหลังเสมอ...

แต่ สองคนที่ยกมาตรงข้าม
มีปัญหาเดินชน แล้วแก้ไข
คำตอบ มีเพียงตายกับอยู่
ที่สำเร็จจนมีชื่อ เพราะไม่ตาย
เขาอยู่และอยู่แบบสำเร็จ

ดีที่มีตัวอย่างดีดี
แต่ที่แย่ เพราะคนไทยเรา
ไม่ขุดคุ้ยเรื่องดีดีมาเล่าให้เด็กฟัง
แต่ชอบนักกับการขุดคุ้ยเรื่องเลวๆ
เติมขี้ใส่สมอง ในสมองก็มีแต่ขี้
แต่ถ้าได้เติมเรื่องดีดี
ไม่ต้องมาก สักวันละนิด
เด็กไทยเราไปโลดแน่นอน





วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล

คำนำ

การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ (ว 40250) ภายในรายงานประกอบด้วยเนื้อหาจำนวน 5 บท ได้แก่ ความเป็นมา ทฤษฎีและหลักการที่เกี่ยวข้อง วิธีการศึกษา ผลการศึกษา และการสรุปผล อภิปรายผล เป็นประโยชน์ต่อการใช้เป็นแนวทางในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพไว้ได้เป็นอย่างดี
หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ศึกษาพอสมควร

คณะผู้จัดทำ
5 มกราคม 2552

กิตติกรรมประกาศ

การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี เพราะได้รับความรู้ที่ดีจากอาจารย์อรวรรณ วรรณศรี ขอขอบคุณอาจารย์พีระพงษ์ วงศ์ศรีจันทร์ อาจารย์บรรหาร เจ๊กนอก และคุณพ่ออุทัย ลาไป ที่ได้เป็นที่ปรึกษา ให้ข้อมูล ตลอดจนคำแนะนำอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา

คณะผู้จัดทำ
5 มกราคม 2552




สารบัญ

หน้า

บทที่ 1 บทนำ 1
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของการศึกษา 1
1.2 วัตถุประสงค์การศึกษา 4
1.3 สมมติฐานของการศึกษา 4
1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4
1.5 ขอบเขตการศึกษา 4
1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ 5

บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8
2.1 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สาระการเรียนรู้พลศึกษา 9
2.2 แผนการจัดการเรียนรู้ 24
2.3 แบบฝึกทักษะ 34
2.4 การประเมินตามสภาพจริง 42
2.5 การสอนพลศึกษา 50
2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 55
2.7 กรอบแนวคิดการศึกษา 32

บทที่ 3 วิธีการดำเนินการ 33
3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 33
3.2 การดำเนินการ 33
3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 34
3.4 การสร้างเครื่องมือวัดและจดบันทึก 34
3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล 35
3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 36
3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 36
สารบัญ (ต่อ)

หน้า

บทที่ 4 ผลการดำเนินการ 37
4.1 ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล 37
4.2 ระยะที่ 2 เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามจากสถานที่จริง 39
4.3 ระยะที่ 3 ร่วมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลและผู้ศึกษา 42

บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ 45
5.1 สรุปผลการศึกษา 45
5.2 อภิปรายผลการศึกษา 45
5.3 ข้อเสนอแนะ 46
บรรณานุกรม 47

การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล

บทที่ 1
บทนำ

1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของการศึกษา
ปรากฏการณ์โลกร้อนหรือสภาวะโลกร้อน (Global Warming) (Global Climate Change and Tropical Ecosystems, 2000) คือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของผิวโลก และผืนมหาสมุทรสูงขึ้น โดยมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เป็นตัวการกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ไม่ให้คายออกไปสู่บรรยากาศ ปรากฏการณ์โลกร้อน เป็นผลพวงจากการมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นในบรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุให้รังสีความร้อนที่ผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามา ถูกกักไว้ในโลกโดยไม่สามารถสะท้อนกลับออกไปได้ หรือที่เรียกว่าภาวะเรือนกระจก การเกิดขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากกระบวนการเผาไหม้ของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อาทิ น้ำมันปิโตรเลียม ถ่านหิน เป็นต้น ทั้งจากกิจกรรมการขนส่ง และการผลิตกระแสไฟฟ้า
รายงานของ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) คาดการณ์ถึงผลกระทบและความเสียหายจากสภาวะโลกร้อนที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งจะก่อให้สัตว์บางชนิดเกิดการสูญพันธุ์ รวมทั้งเกิดความแห้งแล้งและภาวะน้ำท่วมในอนาคต โดยดินแดนที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักเป็นแหล่งที่อยู่ประชากรโลกที่ยากจน เช่น เขตอาร์กติก (Artic) กลุ่มประเทศแถบแอฟริกาตอนใต้ (sub-Saharan Africa) กลุ่มหมู่เกาะเล็กๆ และดินแดนลุ่มแม่น้ำในทวีปเอเชีย (deltas of Asia)
อุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นเพียง 3 องศาเซลเซียสจากค่าเฉลี่ยระหว่างปี พ.ศ. 2523 – 2542 ก็จะส่งผลกระทบเสียหายต่อผลิตผลทางการเกษตร ตลอดจนทำให้สัตว์บางชนิดมีโอกาสสูญพันธุ์เพิ่มขึ้น และถึงแม้อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นเพียง 2 องศาเซลเซียส ก็จะทำให้ประชากรโลกหลายล้านคนประสบปัญหาน้ำท่วม ในปัจจุบันอุณหภูมิโลกมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.77 องศาเซลเซียสเมื่อนับจากปี พ.ศ. 2393 และมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.27 องศาเซลเซียสเมื่อนับจากช่วงปี พ.ศ. 2523 – 2542 อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีการลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนับจากในตอนนี้เป็นต้นไป จะทำให้อุณหภูมิโลกมีค่าเพิ่มสูงขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียสภายหลังจากปี พ.ศ. 2593 และจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอีก 3 องศาเซลเซียสภายหลังปี พ.ศ. 2613
ผลกระทบในข้างต้น ประเทศไทยหลีกไม่พ้น และมีผลในหลายด้าน (เมื่อปลาจะกินดาว 6 : รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อม 11 เรื่อง ในรอบปี 2549, 2549) ได้แก่ 1) ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยประเมินไว้ว่า มีสิ่งชี้ชัดในเรื่องความเป็นไปได้ของภาวการณ์ขาดแคลนน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และอุทกภัยที่ถี่ขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นในพื้นที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะในบริเวณชายฝั่งของกรุงเทพฯที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง และอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียง 1 เมตร โดย ระดับการรุกของน้ำเค็มจะเข้ามาในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาถึง 40 กิโลเมตร ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อความสมดุลของน้ำจืดและน้ำเค็มในพื้นที่ นอกจากนี้ กรุงเทพฯยังมีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำล้นตลิ่งและอุทกภัย ที่จะก่อความเสียหายกับระบบสาธารณูปโภค ที่อยู่อาศัยของคนจำนวนมาก รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่จะตามมา 2) ผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้การระเหยของน้ำทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ ลำธาร และทะเลสาบเพิ่มมากขึ้น ยิ่งจะทำให้ฝนตกมากขึ้น และกระจุกตัวอยู่ในบางบริเวณ ทำให้เกิดอุทกภัย ส่วนบริเวณอื่นๆก็จะเกิดปัญหาแห้งแล้ง เนื่องจากฝนตกน้อยลง กล่าวคือ พื้นที่ภาคใต้จะมีฝนตกชุก และเกิดอุทกภัยบ่อยครั้งขึ้น ในขณะที่ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องเผชิญกับภัยแล้งมากขึ้น รูปแบบของฝนและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้วัฏจักรของน้ำเปลี่ยนแปลง ลักษณะการไหลของระบบน้ำผิวดิน และระดับน้ำใต้ดินก็จะได้รับผลกระทบด้วย ทั้งพืชและสัตว์จึงต้องปรับปรุงตัวเองเข้าสู่ระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป ลักษณะความหลากหลายทางชีวภาพก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย 3) ผลกระทบต่อการเกษตรและแหล่งน้ำ การศึกษาของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า ในประเทศไทยมีแนวโน้มว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปริมาณน้ำลดลง (ประมาณ 5 - 10 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งจะมีผลต่อผลผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ และต้องอาศัยปริมาณน้ำฝนและแสงแดดที่แน่นอน รวมถึงความชื้นของดินและอุณหภูมิเฉลี่ยที่พอเหมาะด้วย แม้ขณะนี้ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตรจะไม่รุนแรงมาก เพราะพื้นที่ชลประทานจะได้รับการป้องกัน แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอาจจะรุนแรงในบริเวณที่ขาดน้ำอยู่แล้ว นอกจากนี้ ผลกระทบยังอาจเกิดขึ้นกับการทำประมง เนื่องจาก แหล่งน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี อาจแห้งขอดลงในบางฤดูกาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์และการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ซึ่งจะทำให้จำนวนและความหลากหลายของชนิดของสัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ และความอุดมสมบูรณ์ในแหล่งน้ำแถบลุ่มแม่น้ำโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะลดลงอย่างต่อเนื่อง หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงดำเนินต่อไป 4) เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง อากาศที่ร้อนขึ้น และความชื้นที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ภัยธรรมชาติต่างๆ เกิดบ่อยครั้งและรุนแรง จะทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองบ่อยครั้งขึ้นและไม่เป็นไปตามฤดูกาล โดยภาคใต้ของประเทศซึ่งเคยมีพายุไต้ฝุ่นพัดผ่านจะเกิดพายุมากขึ้น และความรุนแรงของพายุไต้ฝุ่นก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงอัตราเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของแนวโน้มอุทกภัยแบบฉับพลันด้วยเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไร้ที่อยู่อาศัย และก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบนิเวศ 5) ผลกระทบด้านสุขภาพ ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและอนามัยของคนไทย โรคระบาดที่สัมพันธ์กับการบริโภคอาหารและน้ำดื่ม มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงมากขึ้น โดยภัยธรรมชาติ เช่น ภาวะน้ำท่วมทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็น โรคบิด ท้องร่วง และอหิวาตกโรค เป็นต้น แนวโน้มของผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงจากภัยธรรมชาติ อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร และความอดอยาก ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร และภูมิต้านทานร่างกายต่ำ โดยเฉพาะในเด็กและคนชรา 6) ผลกระทบด้านสังคมและเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศชาติเช่นเดียวกัน กล่าวคือ การยุบตัวของพื้นที่ชายฝั่ง ภูมิอากาศแปรปรวน โรคระบาดรุนแรง และผลกระทบอื่นๆ ส่งผลให้มีประชากรบาดเจ็บล้มตาย ทิ้งที่ทำกิน และไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ประชาชนยังจะได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มที่ถูกสุขลักษณะระหว่างภาวะน้ำท่วม และความเสียหายที่เกิดกับระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งโดยมาก ผู้ที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจะเป็นประชาชนที่มีความยากจน และไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะป้องกันผลกระทบของภาวะโลกร้อนได้ ยกตัวอย่างเช่น การป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มในพื้นที่ทำกิน อาจทำได้โดยการสร้างเขื่อน และประตูน้ำป้องกันน้ำเค็ม แต่วิธีการนี้ต้องลงทุนสูง ดังนั้นเมื่อราคาของการป้องกันสูงเกินกว่าที่ชาวนาจะสามารถรับได้ การทิ้งพื้นที่ทำกินในบริเวณที่ให้ผลผลิตต่ำจึงเป็นทางออกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
หนทางหนึ่งของการป้องกันปัญหาดังกล่าวมาข้างต้น คือ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ (นีรนัย, 2539) ในอดีต ประเทศไทยเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนบกและในน้ำ การเร่งรัดพัฒนาประเทศที่เริ่มต้นเมื่อกว่าสามสิบปีมาแล้ว โดยมิได้ระมัดระวังและให้ความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเท่าที่ควร ทำให้มีการตักตวง ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองมิได้คำนึงถึงอัตราการเกิดทดแทนหรือการฟื้นตัวตามธรรมชาติ ดังนั้นในปัจุบันทรัพยากรธรรมชาติของประเทศจึงอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม สร้างข้อจำกัดของการพัฒนาในระยะต่อไป ในขณะนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่าย ทั้งส่วนราชการและเอกชนจะต้องหันมาสนใจ และร่วมมือกันเพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง ให้สามารถใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชน ทั้งในเมืองและในชนบท และการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนตลอดไป ทรัพยากรธรรมชาติ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท (http://www.wikipedia.com/, 2551) ได้แก่ 1) ทรัพยากรที่ใช้แล้วไม่หมด หรือสูญหายไป เราสามารถใช้ทรัพยากรประเภทนี้ได้อย่างไม่จำกัด เนื่องจากธรรมชาติสร้างให้มีใช้อยู่ตลอดเวลา ได้แก่ บรรยากาศน้ำที่อยู่ใน วัฎจักร ซึ่งเกิดจากการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของน้ำ กล่าวคือ เมื่อน้ำตามที่ต่างๆ ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ ก็จะระเหยกลายเป็นไอน้ำลอยขึ้นไปบนบรรยากาศเมื่อกระทบกับความเย็นก็จะ รวมตัวเป็นละอองน้ำเล็กๆ ลอยจับตัวกันเป็นกลุ่มเมฆ เมื่อจับตัวกันมากขึ้นและกระทบกับความเย็น ก็จะกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำตกลงสู่พื้นโลก แล้วไหลลงสู่แม่น้ำ ลำธาร และไหลออกสู่ทะเล เป็นลักษณะของการเปลี่ยนแปลงหมุนเวียนต่อเนื่องกันตลอดเวลา ทำให้มีน้ำเกิดขึ้นบนผิวโลกอยู่สม่ำเสมอทรัพยากรประเภทนี้รวมทั้งแสงแดด ลม และทัศนียภาพที่สวยงามตามธรรมชาติ อีกด้วย 2) ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดแต่สร้างทดแทนได้ ตัวอย่างเช่น ป่าไม้ ดิน ที่ดิน แหล่งน้ำ ทุ่งหญ้า และสัตว์ป่า เป็นต้น ทรัพยากรประเภทนี้เมื่อใช้แล้วจะสามารถสร้างขึ้นมาทดแทนได้ตามธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ อย่างไรก็ดีการใช้ประโยชน์ก็ต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่ควรใช้มากเกินต้องการและเกินกว่าที่ธรรมชาติ จะสร้างขึ้นมาทดแทนได้ มิฉะนั้นทรัพยากรชนิดนั้นก็จะร่อยหรอ เสื่อมโทรมลง และสูญสิ้นไป การเสื่อมโทรมและสูญสิ้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรชนิดอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์ และอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน 3) ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ไม่มีการสร้างทดแทนได้ เช่น แร่น้ำมัน ที่ดิน ในสภาพธรรมชาติ แหล่งที่เหมาะสมสำหรับศึกษาธรรมชาติแหล่งธรรมชาติที่หาดูได้ยาก แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมทั้งสภาพธรรมชาติใดๆ ที่ถูกใช้ไปแล้วก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เหมือนเดิมอีก เช่น แร่ธาตุ น้ำมัน เมื่อนำมา ใช้ประโยชน์ก็จะหมดสิ้นไป โดยธรรมชาติ ไม่อาจจะสร้างขึ้นทดแทนได้ในชั่วอายุของคนรุ่นปัจจุบันทรัพยากรประเภทนี้ควรใช้โดยประหยัดที่สุด คุ้มค่า และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ทรัพยากรประเภทที่ดินสวยงามในสภาพธรรมชาติ เช่น แพะเมืองผี ที่จังหวัดแพร่ เกิดจากการกัดกร่อนตามธรรมชาติ ทำให้มีรูปร่างลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวผู้ไปเยี่ยมชมมากมาย เราจึงควรช่วยกันดูแลรักษาไว้ ให้คงสภาพตามธรรมชาติให้นานที่สุด
อ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล เป็นทรัพยากรธรรมชาติหนึ่งที่เดิมเป็นอ่างโดยธรรมชาติ แต่ต่อมาถูกปรับปรุงแก้ไข จนเป็นอ่างเก็บน้ำที่หล่อเลี้ยงชุมชนบ้านซับมงคล และชัยมงคลมาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งจากการเก็บรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น ทั้งจากการสอบถาม การสัมภาษณ์ จากผู้รู้พบว่า อดีตและปัจจุบัน มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ปริมาณ คุณภาพ ของทรัพยากรธรรมชาติที่นับวันยิ่งเหลือน้อยลงไปทุกที ผู้ศึกษาจึงเห็นความสำคัญเร่งด่วน ที่ควรจะศึกษาทรัพยากรธรรมชาติในทุกด้าน เพื่อจัดจำแนก และเก็บรวบรวมข้อมูลสภาพปัจจุบัน รายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไข อนุรักษ์อ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลนี้ให้คงอยู่ตลอดไป เป็นการสำรวจรวบรวมข้อมูลพื้นฐานที่จะใช้สำหรับพิจารณาในความเป็นไปได้ที่จะทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือสถานที่พักผ่อนสำหรับชุมชน และนักท่องเที่ยว และยังเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยสะท้อนให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เห็นถึงผลการรุกล้ำทำลายธรรมชาติ ที่เกิดทั้งเฉพาะหน้า และเกิดผลในภาพรวม แม้กระทั่งเกิดปัญหาในระดับโลกที่เราต่างได้ฟังกันบ่อยทางสื่อในปัจจุบัน แต่ก็มิได้ตระหนักในความสำคัญมากมายนัก

1.2 วัตถุประสงค์การศึกษา
1.2.1 เพื่อจัดจำแนกประเภทและชนิดของทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล
1.2.2 เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณของทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล
1.2.3 เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล

1.3 สมมติฐานของการศึกษา
1.3.1 ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลที่ศึกษาได้มีไม่น้อยกว่า 2 ประเภท แต่ละประเภทมีไม่น้อยกว่า 5 ชนิด
1.3.2 ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลที่ศึกษามีปริมาณตามเกณฑ์ที่กำหนด
1.3.3 ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลที่ศึกษามีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด
1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.4.1 ทราบแนวทางการจัดจำแนกประเภท และชนิดทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำ บ้านซับมงคล และบริเวณอื่นๆ ที่มีบริบทที่ใกล้เคียงกัน
1.4.2 ได้แนวทางการศึกษา และการรักษาปริมาณทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำ บ้านซับมงคล
1.4.3 ได้แนวทางการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลทั้งในด้านความหลากหลาย ปริมาณ และคุณภาพ
1.4.4 ได้ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการพัฒนาอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

1.5 ขอบเขตการศึกษา

1.5.1 ประชากร
กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่
1) ผู้ใหญ่บ้าน บ้านซับมงคล จำนวน 1 คน
2) ผู้ใหญ่บ้าน บ้านชัยมงคล จำนวน 1 คน
3) กรรมการหมู่บ้านซับมงคล จำนวน 4 คน
4) กรรมการหมู่บ้านชัยมงคล จำนวน 4 คน
5) ผู้ทรงคุณวุฒิในหมู่บ้าน จำนวน 5 คน

1.5.2 เนื้อหา
ความหลากหลายทางชีวภาพ ปริมาณ คุณภาพ ของทรัพยากรธรรมชาติ บริเวณอ่างเก็บน้ำ บ้านซับมงคล

1.5.3 ตัวแปร
-

1.5.4 ระยะเวลาที่ศึกษา
1) เก็บรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น ระหว่างวันที่ 17 – 20 ตุลาคม 2551
2) เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม ระหว่างวันที่ 21 – 27 ตุลาคม 2551
3) สรุป จัดทำรูปเล่มรายงาน ระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2551

1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ

1.6.1 ความหลากหลายทางชีวภาพ
ความหลากหลายทางชีวภาพ หมายถึง การจัดจำแนกประเภทและชนิดของทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล

1.6.2 ข้อมูลเชิงปริมาณของทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล
ข้อมูลเชิงปริมาณของทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล หมายถึง การนับจำนวนของชนิดทรัพยากรธรรมชาติที่พบ แล้วนำเสนอในรูปตารางแจกแจงความถี่ ทั้งนี้นำเสนอทั้งข้อมูลจากบริเวณที่สำรวจจริง และข้อมูลที่ได้จากการคำนวณ

1.6.3 ข้อมูลเชิงคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล
ข้อมูลเชิงคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล หมายถึง การพรรณาลักษณะของชนิดทรัพยากรธรรมชาติที่พบได้ในบริเวณสำรวจ โดยนำเสนอเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้

1.6.4 ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล
ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล หมายถึง ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่สามารถจัดจำแนกประเภท และชนิดของทรัพยากรธรรมชาติได้ในบริเวณรอบๆ อ่างเก็บน้ำ บ้านซับมงคล โดยเครื่องมือสังเกตที่กำหนดไว้ ครอบคลุมพื้นที่อ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลทั้งหมด และพื้นที่โดยรอบที่วัดจากน้ำขึ้นมาเป็นระยะทาง 100 เมตร

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลในครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
2.1 สภาวะโลกร้อน
2.2 ทรัพยากรธรรมชาติ
2.3 การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
2.4 กรอบแนวคิดการศึกษา
รายละเอียดของการทบทวนวรรณกรรม เป็นดังนี้

2.1 สภาวะโลกร้อน
ปรากฏการณ์โลกร้อน หรือ สภาวะโลกร้อน (Global Warming) คือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของผิวโลก และผืนมหาสมุทรสูงขึ้น โดยมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เป็นตัวการกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ไม่ให้คายออกไปสู่บรรยากาศ
ปรากฏการณ์โลกร้อน ถือเป็นผลพวงจากการมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นในบรรยากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุให้รังสีความร้อนที่ผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามา ถูกกักไว้ในโลกโดยไม่สามารถสะท้อนกลับออกไปได้ หรือที่เรียกว่าภาวะเรือนกระจก การเกิดขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากกระบวนการเผาไหม้ของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อาทิ น้ำมันปิโตรเลียม ถ่านหิน เป็นต้น ทั้งจากกิจกรรมการขนส่ง และการผลิตกระแสไฟฟ้า แนวทางหนึ่งของการลดปริมาณการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คือ ลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิง ฟอสซิล โดยส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น อาทิ พลังงานชีวมวล พลังงานน้ำ พลังลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานจากเซลล์เชื้อเพลิง พลังงานนิวเคลียร์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีมารองรับ ซึ่งปัจจุบันการใช้พลังงานหมุนเวียนบางประเภทยังมีต้นทุนที่แพงกว่าพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานจากเซลล์เชื้อเพลิง) มีกระแสต่อต้านจากมวลชนเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (เช่น พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานน้ำจากการสร้างเขื่อน) และปัญหาความเพียงพอของวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิง (เช่น พลังงานชีวมวล ซึ่งใช้วัตถุดิบร่วมกับภาคเกษตร) ปัญหาภาวะโลกร้อน มีสาเหตุและผลกระทบต่อโลกอย่างไร นำเสนอตามลำดับได้ดังนี้
2.1.1 สาเหตุการเกิดภาวะโลกร้อน 2.1.2 ผลกระทบของภาวะโลกร้อน 2.1.3 ประเทศไทยกับภาวะโลกร้อน 2.1.4 ประมวลภาพจากหนังสือ An Inconvenient Truth 2.1.5 แนวทางการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน
รายละเอียดเป็นดังนี้

2.1.1 สาเหตุการเกิดภาวะโลกร้อน
เราคงทราบแล้วว่าสภาวะโลกร้อนเกิดจากการที่มีแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศมากเกินไป แก๊สเรือนกระจกตัวหนึ่งที่สำคัญ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพื่อใช้งาน มนุษย์เองเป็นผู้ปล่อยแก๊สนี้ออกมาเป็นจำนวนมากเพื่อนำพลังงานมาใช้ ยิ่งเราใช้พลังงานมากเท่าใด ก็ยิ่งได้แก๊สเรือนกระจกออกมามากขึ้นเป็นเงาตามตัว หากเราพิจารณาอัตราการใช้พลังงานในช่วงครึ่งศรวรรษที่ผ่านมา จะพบว่า สอดคล้องกับการเพิ่มปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเป็นอย่างดี และไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงในระยะเวลาอันใกล้นี้
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันนี้ ที่จริงแล้วเป็นกระบวนการรักษาตัวเองของโลก หากเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โลกจะกลับมาสู่สภาวะสมดุลได้ในเวลาไม่นานนัก แต่เนื่องจากมนุษย์เราเร่งผลิตแก๊สเรือนกระจกออกมามากเกินขีดความสามารถ ของโลกที่จะเยียวยาตนเองได้ทัน การเกิดสภาวะโลกร้อนอย่างรวดเร็วและรุนแรงจึงเกิดขึ้น กล่าวโดยสรุปก็คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อนในครั้งนี้ ก็คือ มนุษย์

ตารางที่ 1 แสดงแก๊สเรือนกระจกและแหล่งที่มา

แก๊สเรือนกระจก
แหล่งที่มา
ส่งผลให้โลก
ร้อนขึ้น (%)
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์(CO2)
1) จากแหล่งธรรมชาติ เช่น กระบวนการหายใจของสิ่งมีชีวิต2) จากมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ , การตัดไม้ทำลายป่า (ลดการดูดซับ CO2)
57
แก๊สมีเทน(CH4)
1) จากแหล่งธรรมชาติ เช่น จากการย่อยสลายของสิ่งมีชีวิต, การเผาไหม้ที่เกิดจากธรรมชาติ2) จากมนุษย์ เช่น จากนาข้าว, แหล่งน้ำท่วม, จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน น้ำมัน และแก๊สธรรมชาติ
12
แก๊สไนตรัสออกไซด์(N2O)
1) จากมนุษย์ เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในขบวนการผลิต, อุตสาหกรรมพลาสติก, อุตสาหกรรมไนลอน, อุตสาหกรรมเคมี, การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากพืชและสัตว์, ปุ๋ย, การเผาป่า2) จากแหล่งธรรมชาติ - อยู่ในภาวะที่สมดุล
6
แก๊สที่มีส่วนประกอบ
คลอโรฟลูออโรคาร์บอน
(CFCS)
จากมนุษย์ เช่น อุตสาหกรรมต่างๆ และอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โฟม, กระป๋องสเปรย์, เครื่องทำความเย็น ; ตู้เย็น แอร์ , ตัวทำลาย (แก๊สนี้จะรวมตัวทางเคมีได้ดีกับโอโซนทำให้โอโซนในชั้นบรรยากาศลดลงหรือเกิดรูรั่วในชั้นโอโซน)
25

2.1.2 ผลกระทบของภาวะโลกร้อน
รายงานของ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) คาดการณ์ถึงผลกระทบและความเสียหายจากสภาวะโลกร้อนที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งจะก่อให้สัตว์บางชนิดเกิดการสูญพันธุ์ รวมทั้งเกิดความแห้งแล้งและภาวะน้ำท่วมในอนาคต โดยดินแดนที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักเป็นแหล่งที่อยู่ประชากรโลกที่ยากจน เช่น เขตอาร์กติก (Artic) กลุ่มประเทศแถบแอฟริกาตอนใต้ (sub-Saharan Africa) กลุ่มหมู่เกาะเล็กๆ และดินแดนลุ่มแม่น้ำในทวีปเอเชีย (deltas of Asia)
ตัวแทนกลุ่มศึกษาการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศของโลก (IPCC working groups) คาดการณ์ผลกระทบในภาพรวม โดยได้ศึกษารวบรวมแหล่งข้อมูล 29,000 ชุดจากทั่วโลก จึงทำให้สามารถทำนายผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่บนโลก ตัวอย่างเช่น การที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น จะทำให้ทรัพยากรน้ำในเขตชุ่มชื้นมีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่กลับทำให้เกิดความแห้งแล้งแพร่กระจายในดินแดนที่อยู่ในช่วงละติจูดต่ำ (low-latitude) และในพื้นที่กึ่งแห้งแล้ง (semiarid regions) ซึ่งได้แก่ กลุ่มประเทศแถบแอฟริกาตอนใต้ พื้นที่เขตตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอเมริกา (American Southwest) และประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง (Middle East) นอกจากนั้นยังคาดว่าอัตราการผลิตอาหาร (food production) ในพื้นที่ในช่วงละติจูดต่ำจะลดลงเช่นกัน
อุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นเพียง 3 องศาเซลเซียสจากค่าเฉลี่ยระหว่างปี พ.ศ. 2523 – 2542 ก็จะส่งผลกระทบเสียหายต่อผลิตผลทางการเกษตร ตลอดจนทำให้สัตว์บางชนิดมีโอกาสสูญพันธุ์เพิ่มขึ้น และถึงแม้อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นเพียง 2 องศาเซลเซียส ก็จะทำให้ประชากรโลกหลายล้านคนประสบปัญหาน้ำท่วม
ในปัจจุบันอุณหภูมิโลกมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.77 องศาเซลเซียสเมื่อนับจากปี พ.ศ. 2393 และมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.27 องศาเซลเซียสเมื่อนับจากช่วงปี พ.ศ. 2523 – 2542 อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีการลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนับจากในตอนนี้เป็นต้นไป จะทำให้อุณหภูมิโลกมีค่าเพิ่มสูงขึ้นอีก 2 องศาเซลเซียสภายหลังจากปี พ.ศ. 2593 และจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นอีก 3 องศาเซลเซียสภายหลังปี พ.ศ. 2613
รายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศของ IPCC จำนวนมากถึง 1,572 หน้า ได้จัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์มากกว่า 200 คน และได้รับการรับรองจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบใน 120 ประเทศ กำลังอยู่ในช่วงเตรียมการเพื่อนำเข้าที่ประชุมของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมทั้ง 8 (the Group of Eight industrial nations) ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งคาดว่าในระหว่างการประชุม กลุ่มสหภาพยุโรปจะโน้มน้าวให้สหรัฐฯเพิ่มความพยายาม เพื่อลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างไรก็ตามในการเผยแพร่ข้อมูลของรายงานจาก IPCC เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2550 นี้ นาย James L. Connaughton ประธานที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐฯด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ก็ได้ยืนยันว่า สหรัฐฯกำลังดำเนินการเพื่อลดการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศโลก โดยการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ถึงแม้ว่าสหรัฐฯจะไม่ได้ลงสัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) เหมือนประเทศอื่นๆ ก็ตาม

2.1.3 ประเทศไทยกับภาวะโลกร้อน

2.1.3.1 ระดับน้ำทะเลขึ้นสูง
นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นอีกถึง 90 เซนติเมตรในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบ ทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพต่างๆ หลายประการ
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยประเมินไว้ว่า มีสิ่งชี้ชัดในเรื่องความเป็นไปได้ของภาวการณ์ขาดแคลนน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และอุทกภัยที่ถี่ขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นในพื้นที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะในบริเวณชายฝั่งของกรุงเทพฯที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง และอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียง 1 เมตร โดย ระดับการรุกของน้ำเค็มจะเข้ามาในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาถึง 40 กิโลเมตร ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อความสมดุลของน้ำจืดและน้ำเค็มในพื้นที่ นอกจากนี้ กรุงเทพฯยังมีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำล้นตลิ่งและอุทกภัย ที่จะก่อความเสียหายกับระบบสาธารณูปโภค ที่อยู่อาศัยของคนจำนวนมาก รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่จะตามมา
ส่วนพื้นที่ชายฝั่งจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน โดยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อพื้นที่ชายฝั่งแตกต่างกันไปเป็นกรณี เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ชายฝั่งหลายแบบ เช่น พื้นที่ชายฝั่งที่เป็นหน้าผา อาจจะมีการยุบตัวเกิดขึ้นกับหินที่ไม่แข็งตัวพอ แต่กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ส่วนชายหาดจากเพชรบุรีถึงสงขลาซึ่งมีลักษณะชายฝั่งที่แคบจะหายไป และชายหาดจะถูกร่นเข้ามาถึงพื้นที่ราบริมทะเล
ส่วนพื้นที่ป่าชายเลนจะมีความหนาของพรรณไม้ลดลง เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะทำให้พืชตาย แอ่งน้ำเค็มลดลงและถูกแทนที่ด้วยหาดเลน ในขณะที่ปากแม่น้ำจะจมลงใต้น้ำทำให้เกิดการชะล้าง พังทลายของพื้นที่ลุ่มน้ำ โดย ทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นแหล่งน้ำชายฝั่ง จะมีพื้นที่เพิ่มขึ้นและอาจมีน้ำเค็มรุกเข้ามามากขึ้น ตัวอย่างอื่นๆของพื้นที่ที่จะได้รับความเสียหาย คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีก 1 เมตร พื้นที่ร้อยละ 34 ของจังหวัดจะถูกกัดกร่อนและพังทลาย ก่อให้เกิดความเสียหายกับพื้นที่การเกษตรและนากุ้งในบริเวณดังกล่าวด้วย

2.1.3.2 ผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้การระเหยของน้ำทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ ลำธาร และทะเลสาบเพิ่มมากขึ้น ยิ่งจะทำให้ฝนตกมากขึ้น และกระจุกตัวอยู่ในบางบริเวณ ทำให้เกิดอุทกภัย ส่วนบริเวณอื่นๆก็จะเกิดปัญหาแห้งแล้ง เนื่องจากฝนตกน้อยลง กล่าวคือ พื้นที่ภาคใต้จะมีฝนตกชุก และเกิดอุทกภัยบ่อยครั้งขึ้น ในขณะที่ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องเผชิญกับภัยแล้งมากขึ้น
รูปแบบของฝนและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้วัฏจักรของน้ำเปลี่ยนแปลง ลักษณะการไหลของระบบน้ำผิวดิน และระดับน้ำใต้ดินก็จะได้รับผลกระทบด้วย ทั้งพืชและสัตว์จึงต้องปรับปรุงตัวเองเข้าสู่ระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป ลักษณะความหลากหลายทางชีวภาพก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
ระบบนิเวศทางทะเล ก็เป็นอีกระบบนิเวศหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และอุณหภูมิผิวน้ำที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้พืชและสัตว์ทะเลบางชนิดสูญพันธุ์ รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกสีทั้งในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน
2.1.3.3 ผลกระทบต่อการเกษตรและแหล่งน้ำ
การศึกษาของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า ในประเทศไทยมีแนวโน้มว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปริมาณน้ำลดลง (ประมาณ 5 - 10 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งจะมีผลต่อผลผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ และต้องอาศัยปริมาณน้ำฝนและแสงแดดที่แน่นอน รวมถึงความชื้นของดินและอุณหภูมิเฉลี่ยที่พอเหมาะด้วย
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตรจะไม่รุนแรงมาก เพราะพื้นที่ชลประทานจะได้รับการป้องกัน แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอาจจะรุนแรงในบริเวณที่ขาดน้ำอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ผลกระทบยังอาจเกิดขึ้นกับการทำประมง เนื่องจาก แหล่งน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี อาจแห้งขอดลงในบางฤดูกาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์และการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ซึ่งจะทำให้จำนวนและความหลากหลายของชนิดของสัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ และความอุดมสมบูรณ์ในแหล่งน้ำแถบลุ่มแม่น้ำโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะลดลงอย่างต่อเนื่อง หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงดำเนินต่อไป
2.1.3.4 เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง
จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อากาศที่ร้อนขึ้น และความชื้นที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ภัยธรรมชาติต่างๆเกิดบ่อยครั้งและรุนแรง จะทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองบ่อยครั้งขึ้นและไม่เป็นไปตามฤดูกาล โดยภาคใต้ของประเทศซึ่งเคยมีพายุไต้ฝุ่นพัดผ่านจะเกิดพายุมากขึ้น และความรุนแรงของพายุไต้ฝุ่นก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงอัตราเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของแนวโน้มอุทกภัยแบบฉับพลันด้วยเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไร้ที่อยู่อาศัย และก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบนิเวศ
ภัยธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่คาดการณ์ว่าจะรุนแรงขึ้น ได้แก่ ภาวะภัยแล้ง เช่น ในช่วงกลางปี พ.ศ 2533 ประเทศไทยต้องประสบกับความแห้งแล้งรุนแรงจากปรากฏการณ์ เอล นินโญ่ ที่เชื่อกันว่าอาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ไฟป่าอาจจะเกิดบ่อยครั้งขึ้นสืบเนื่องมาจากภาวะภัยแล้ง 2.1.3.5 ผลกระทบด้านสุขภาพ
อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นและเหตุการณ์ตามธรรมชาติที่รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและอนามัยของคนไทย โรคระบาดที่สัมพันธ์กับการบริโภคอาหารและน้ำดื่ม มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงมากขึ้น โดยภัยธรรมชาติ เช่น ภาวะน้ำท่วมทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็น โรคบิด ท้องร่วง และอหิวาตกโรค เป็นต้น
โรคติดต่อในเขตร้อนก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น และจะคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ ไข้มาลาเรีย ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ เนื่องจากการขยายพันธุ์ของยุงจะมากขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่ร้อนขึ้นและฤดูกาลที่ไม่แน่นอน
แนวโน้มของผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงจากภัยธรรมชาติ อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร และความอดอยาก ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร และภูมิต้านทานร่างกายต่ำ โดยเฉพาะในเด็กและคนชรา

2.1.3.6 ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ
ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นไม่เพียงแต่ส่งกระทบที่รุนแรงต่อประเทศไทยในทางกายภาพเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศชาติเช่นเดียวกัน กล่าวคือ การยุบตัวของพื้นที่ชายฝั่ง ภูมิอากาศแปรปรวน โรคระบาดรุนแรง และผลกระทบอื่นๆ ส่งผลให้มีประชากรบาดเจ็บล้มตาย ทิ้งที่ทำกิน และไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ประชาชนยังจะได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มที่ถูกสุขลักษณะระหว่างภาวะน้ำท่วม และความเสียหายที่เกิดกับระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งโดยมาก ผู้ที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจะเป็นประชาชนที่มีความยากจน และไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะป้องกันผลกระทบของภาวะโลกร้อนได้ ยกตัวอย่างเช่น การป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มในพื้นที่ทำกิน อาจทำได้โดยการสร้างเขื่อน และประตูน้ำป้องกันน้ำเค็ม แต่วิธีการนี้ต้องลงทุนสูง ดังนั้นเมื่อราคาของการป้องกันสูงเกินกว่าที่ชาวนาจะสามารถรับได้ การทิ้งพื้นที่ทำกินในบริเวณที่ให้ผลผลิตต่ำจึงเป็นทางออกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ความเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญตามแนวชายฝั่งที่ยุบตัว ภัยธรรมชาติ และความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาติที่รุนแรง ล้วนส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าออกหลักของประเทศมีปริมาณลดลง พื้นที่ที่คุ้มค่าแก่การป้องกันในเชิงเศรษฐกิจ และพื้นที่ที่มีการพัฒนาสูง อาจได้รับการป้องกันล่วงหน้า เช่น นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จำต้องมีโครงสร้างป้องกันกระแสคลื่น ซึ่งจะรุนแรงขึ้นเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้น หรือการสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเลหรือเขื่อน เพื่อป้องกันการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางการเกษตร และการทำนาเกลือ เป็นต้น
การป้องกันดังกล่าวนั้นจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ดังนั้น ในพื้นที่ที่ไม่คุ้มค่าที่จะป้องกันในเชิงเศรษฐกิจจะถูกละทิ้งไป ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจและสังคมมากที่สุด เช่น การช่วยเหลือชาวนา ซึ่งจำเป็นที่จะต้องย้ายไปอยู่ที่ที่สูงขึ้นเนื่องจากน้ำทะเลรุก เป็นต้น

2.1.3.7 ทางออกของปัญหาภาวะโลกร้อน
หากมองย้อนกลับไปที่ต้นเหตุของปัญหา เราจะพบว่าสาเหตุของภาวะโลกร้อนนั้นคือการที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญที่สุดออกสู่ชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมหาศาล ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้นการแก้ปัญหาก็คือ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังจะเห็นได้จากความพยายามในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกในระดับนานาชาติที่ระบุใน พิธีสารเกี่ยวโต (Kyoto Protocol) พิธีสารเกี่ยวโตเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ กำหนดให้มีการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ได้ 5.2 เปอร์เซ็นต์ต่ำกว่าระดับการปล่อยก๊าซดังกล่าวของปี พ.ศ. 2533 ภายใน พ.ศ. 2555
แม้ว่าพิธีสารเกี่ยวโตไม่ได้กำหนดให้ประเทศกำลังพัฒนา อย่างเช่นประเทศไทยจะต้องมีพันธะสัญญาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราควรจะคำนึงถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากประเทศไทยเองก็มีความเสี่ยงต่อผลกระทบที่รุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกดังที่กล่าวไว้

2.1.4 ประมวลภาพจากหนังสือ An Inconvenient Truth
จากหนังสือ An Inconvenient Truth หรือชื่อภาษาไทย โลกร้อนความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตการณ์โลกร้อน ที่ให้ความเข้าใจแจ่มแจ้ง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของปัญหาโลกร้อน ไปจนถึงจุดจบของโลกใบนี้ในอนาคต ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สิบปี
จากหนังที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ประจำปี 2007 สาขาหนังสารคดี ได้กลายมาเป็นหนังสือเล่มหนาที่มีเนื้อหาและภาพประกอบ ไม่ต่างจากภาพยนตร์เลย
อัล กอร์ เป็นนักสิ่งแวดล้อมคนเดียวที่ได้มีโอกาสก้าวขึ้นตำแหน่งทางการเมืองสูงสุด คือ รองประธานาธิบดีสมัยรัฐบาลนายบิล คลินตัน และเขาเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้เกิดการประชุมพิธีสารเกียวโต ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี ค.ศ.1997 เพื่อให้ประเทศที่พัฒนาแล้วร่วมลงสัตยาบันรับมือกับปัญหาโลกร้อน โดยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ อันเป็นตัวการที่ทำให้โลกร้อนขึ้น
และนี่คือภาพถ่ายผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนเพียงส่วนหนึ่งจากหนังสือเล่มนี้ที่นำมาแสดงให้ผู้อ่านได้ชมกัน

ภาพประกอบที่ 1 ภูเขาคิลิมานจาโร, แทนซาเนีย
และนี่คือภาพภูเขาคิลิมานจาโร, แทนซาเนีย เมื่อปี ค.ศ.1970 ประดับด้วยหิมะและธารน้ำแข็งอันเลื่องชื่อ

ภาพประกอบที่ 2 (ซ้าย) ปี ค.ศ.2000 เพียง 30 ปีให้หลัง สังเกตว่าน้ำแข็งและหิมะเหลือน้อยลงไปมาก
(ขวา) เมื่อปี ค.ศ.2005 คาร์ล เพจ เพื่อนของอัล กอร์ นั่งเครื่องบินผ่านและ
เขาถ่ายภาพนี้กลับมาฝาก
ภาพประกอบที่ 3 ธารน้ำแข็งโบลเดอร์, อุทยานแห่งชาติกลาเซียร์, มอนทานา
(ซ้าย) เมื่อปี ค.ศ.1932 ซึ่งเคยเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในทศวรรษที่ 1930 (ขวา) เมื่อปี ค.ศ.1998 นักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมเดินทางไปด้วยบอกเราว่า ภายใน 15 ปี
ธารน้ำแข็งในอุทยานแห่งนี้จะสูญหายไปทั้งหมด

ภาพประกอบที่ 4 ธารน้ำแข็งอดาเมลโล, เทรนติโน, อิตาลี
(ซ้าย) เมื่อปี ค.ศ.1880 ทิวทัศน์เทือกเขาแอลป์ในอิตาลี เมื่อประมาณร้อยปีที่แล้ว (ขวา) เมื่อปี ค.ศ.2003 มาวันนี้สถานที่เดิมกลับดูต่างไปมาก

ภาพประกอบที่ 5 จุดชมวิวไฮต์, แม่น้ำโคโลราโด, แอริโซนา
(ซ้าย) เมื่อ ปี ค.ศ. 2002
(ขวา) เมื่อเราผันน้ำมากเกินไปโดยไม่ใส่ใจธรรมชาติ บางครั้งแม่น้ำ
ก็ไหลไปไม่ถึงทะเลอีกต่อไป ภาพเมื่อปี ค.ศ.2003
ภาพประกอบที่ 6 พรมแดนระหว่างประเทศเฮติและสาธารณรัฐโดมินิกัน
นี่คือพรมแดนระหว่างประเทศเฮติ และสาธารณรัฐโดมินิกัน เฮติใช้นโยบายแบบหนึ่ง ขณะที่สาธารณรัฐโดมินิกันใช้นโยบายที่ต่างออกไป "วิถีที่เราปฏิบัติกับป่าไม้นั้น เป็นประเด็นทางการเมือง"
ภาพประกอบที่ 7 ป่าอะเมซอน, รอนโดเนีย, บราซิล
(ซ้าย) เมื่อปี ค.ศ. 1975 (ขวา) เมื่อปี ค.ศ. 2001
ป่าอะเมซอน ต้องเผชิญความเสียหายร้ายแรง ภาพถ่ายดาวเทียมสองภาพของเขตรอนโดเนียในประเทศบราซิลนี้ ถ่ายในระยะเวลาต่างกัน 26 ปี ภาพประกอบที่ 8 ฟลอริดา, สหรัฐอเมริกาภาพประกอบที่ 9 ประเทศจีน
(ซ้าย) นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับปักกิ่งและพื้นที่โดยรอบ ผู้คนกว่า 20 ล้านคน
จะต้องอพยพย้ายถิ่น
(ขวา) ผู้คนอีกกว่า 40 ล้านคน ในเซี่ยงไฮ้และบริเวณโดยรอบก็จะต้องอพยพออกไป

2.1.5 แนวทางการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน
นิตยสาร Time ฉบับวันที่ 9 เมษายน 2007 ได้แนะนำ คู่มือการเอาชีวิตรอดจากภาวะโลกร้อน (The Global Warming Survival Guide) โดยแนะนำ 51 วิธีที่เราสามารถร่วมกันแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้ ได้แก่
1) ใช้พลังงานชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซล์ เอธานอล ให้มากขึ้น 2) ลดการใช้พลังงานในบ้าน (การใช้ไฟฟ้าในที่พักอาศัย มีส่วนทำให้เกิด ก๊าซเรือนกระจก ถึง 16%) 3) เปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดไฟแบบขด compact fluorescent lightbulb (CFL) จะใช้ไฟเพียง 1 ใน 4 ของปกติ 4) การเปลี่ยนไปใช้ไฟแบบหลอด LED จะได้ไฟที่สว่างกว่า และประหยัดไฟฟ้ากว่าหลอดปกติ 40 % 5) ในอเมริกาได้มีการรณรงค์ให้เก็บ ภาษีคาร์บอน จากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อย CO2 ลงราว 5% 6) บ้านหลังใหญ่กินไฟกว่าการอยู่บ้านหลังใหญ่เกินความจำเป็น ส่งผลให้มีการใช้พลังงานมากกว่าที่ต้องการได้ 7) ไม่ซักผ้าในน้ำอุ่น ตากผ้าแทนที่จะใช้เครื่องอบผ้า ผลการวิจัยบอกว่า ตลอดอายุการใช้งานของเสื้อ 1 ตัวจะปล่อย CO2 จากการซัก รีด อบแห้ง ประมาณตัวละ 9 ปอนด์ 8) รีไซเคิลเสื้อ ในบางบริษัทมีการรับบริจาคเสื้อที่ใช้แล้ว จะนำไปหลอมมาทำเป็นเส้นใยใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยลดก๊าซ เรือนกระจก ได้ถึง 71% 9) สร้างตึกสีเขียว ในการก่อสร้างบางตึกจะผสมคอนกรีต เข้ากับ slug (ของเสียที่ได้จากเหมือง) ซึ่งจะทำให้แข็งแรงขึ้น ลดการใช้พลังงานได้มากขึ้น

2.2 ทรัพยากรธรรมชาติ
ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) (http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มนุษย์สามารถนำทรัพยากรเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในรูปลักษณ์ต่างๆ ได้
ทรัพยากรธรรมชาติ (http://school.net.th/library/snet6/envi2/subwater/sub.htm) ในอดีต ประเทศไทยเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งบนบกและในน้ำ การเร่งรัดพัฒนาประเทศที่เริ่มต้นเมื่อกว่าสามสิบปีมาแล้ว โดยมิได้ระมัดระวังและให้ความสำคัญต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเท่าที่ควร ทำให้มีการตักตวง ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองมิได้คำนึงถึงอัตราการเกิดทดแทนหรือการฟื้นตัวตามธรรมชาติ ดังนั้นในปัจุบันทรัพยากรธรรมชาติของประเทศจึงอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม สร้างข้อจำกัดของการพัฒนาในระยะต่อไป ในขณะนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่าย ทั้งส่วนราชการและเอกชนจะต้องหันมาสนใจ และร่วมมือกันเพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างจริงจัง ให้สามารถใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชน ทั้งในเมืองและในชนบท และการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนตลอดไป ตามหลักวิชาการสามารถจัดประเภททรัพยากรธรรมชาติ ออกเป็น 3 ประเภท ที่สำคัญดังนี้
1) ทรัพยากรที่ใช้แล้วไม่หมด หรือสูญหายไป เราสามารถใช้ทรัพยากรประเภทนี้ได้อย่างไม่จำกัด เนื่องจากธรรมชาติสร้างให้มีใช้อยู่ตลอดเวลา ได้แก่ บรรยากาศน้ำที่อยู่ใน วัฎจักร ซึ่งเกิดจากการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของน้ำ กล่าวคือ เมื่อน้ำตามที่ต่างๆ ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ ก็จะระเหยกลายเป็นไอน้ำลอยขึ้นไปบนบรรยากาศเมื่อกระทบกับความเย็นก็จะ รวมตัวเป็นละอองน้ำเล็กๆ ลอยจับตัวกันเป็นกลุ่มเมฆ เมื่อจับตัวกันมากขึ้นและกระทบกับความเย็น ก็จะกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำตกลงสู่พื้นโลก แล้วไหลลงสู่แม่น้ำ ลำธาร และไหลออกสู่ทะเล เป็นลักษณะของการเปลี่ยนแปลงหมุนเวียนต่อเนื่องกันตลอดเวลา ทำให้มีน้ำเกิดขึ้นบนผิวโลกอยู่สม่ำเสมอทรัพยากรประเภทนี้รวมทั้งแสงแดด ลม และทัศนียภาพที่สวยงามตามธรรมชาติ อีกด้วย
2) ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดแต่สร้างทดแทนได้ ตัวอย่างเช่น ป่าไม้ ดิน ที่ดิน แหล่งน้ำ ทุ่งหญ้า และสัตว์ป่า เป็นต้น ทรัพยากรประเภทนี้เมื่อใช้แล้วจะสามารถสร้างขึ้นมาทดแทนได้ตามธรรมชาติของสิ่งนั้นๆ อย่างไรก็ดีการใช้ประโยชน์ก็ต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่ควรใช้มากเกินต้องการและเกินกว่าที่ธรรมชาติ จะสร้างขึ้นมาทดแทนได้ มิฉะนั้นทรัพยากรชนิดนั้นก็จะร่อยหรอ เสื่อมโทรมลง และสูญสิ้นไป การเสื่อมโทรมและสูญสิ้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรชนิดอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์ และอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน
3) ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ไม่มีการสร้างทดแทนได้ เช่น แร่น้ำมัน ที่ดิน ในสภาพธรรมชาติ แหล่งที่เหมาะสมสำหรับศึกษาธรรมชาติแหล่งธรรมชาติที่หาดูได้ยาก แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมทั้งสภาพธรรมชาติใดๆ ที่ถูกใช้ไปแล้วก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เหมือนเดิมอีก เช่น แร่ธาตุ น้ำมัน เมื่อนำมา ใช้ประโยชน์ก็จะหมดสิ้นไป โดยธรรมชาติไม่อาจจะสร้างขึ้นทดแทนได้ในชั่วอายุของคนรุ่นปัจจุบันทรัพยากรประเภทนี้ควรใช้โดยประหยัดที่สุด คุ้มค่า และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ทรัพยากรประเภทที่ดินสวยงามในสภาพธรรมชาติ เช่น แพะเมืองผี ที่จังหวัดแพร่ เกิดจากการกัดกร่อนตามธรรมชาติ ทำให้มีรูปร่างลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวผู้ไปเยี่ยมชมมากมาย เราจึงควรช่วยกันดูแลรักษาไว้ ให้คงสภาพตามธรรมชาติให้นานที่สุด

2.2.1 ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่มนุษย์
ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสิ่งจำเป็น (http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/ st2545/5-4/no02-44/natural.html) ได้มีการนำทรัพยากรมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆมากมาย การที่มีการนำทรัพยากรไปใช้มากทำให้เกิดปัญหาตามมา การใช้ทรัพยากรอย่างผิดวิธี และการใช้อย่างสิ้นเปลือง อาจทำให้ทรัพยากรที่มีคุณค่าลดน้อยลงไปอย่างรวดเร็ว เราจึงควรรู้จัก ประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติ รวมไปถึง วิธีอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ อาจแบ่งทรัพยากรธรรมชาติ ออกเป็นหมวดหมู่ได้อีกแบบ ดังนี้คือ
2.2.1.1 ดิน2.2.1.2 น้ำ2.2.1.3 ป่าไม้2.2.1.4 แร่ธาตุ
2.2.1.5 ทรัพยากรเพื่อการนันทนาการ
รายละเอียดเป็นดังนี้

2.2.1.1 ดิน
ภาพประกอบที่ 10 ตัวอย่างดิน

ดินเป็นสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เกิดจากการสลายตัวผุพังของหินชนิดต่าง ๆ โดยใช้เวลาที่นานมาก หินที่สลายตัวผุกร่อนนี้จะมีขนาดต่าง ๆ กัน เมื่อผสมรวมกับซากพืช ซากสัตว์ น้ำ อากาศ ก็กลายเป็นเนื้อดินซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้จะมากน้อยแตกต่างกันไปตามชนิดของดิน

2.2.1.2 น้ำ
โลกของเราประกอบขึ้นด้วยพื้นดินและพื้นน้ำ โดยส่วนที่เป็นฝืนน้ำนั้น มีอยู่ประมาณ 3 ส่วน (75%) และเป็นพื้นดิน 1 ส่วน (25%) น้ำมีความสำคัญอย่างยิ่งกับชีวิตของพืชและสัตว์บนโลกรวมทั้งมนุษย์เราด้วย
ภาพประกอบที่ 11 ทรัพยากรน้ำ

น้ำเป็นทรัพยากรที่สามารถเกิดหมุนเวียนได้เรื่อย ๆ ไม่มีวันหมดสิ้น เมื่อแสงแดดส่องมาบนพื้นโลก น้ำจากทะเลและมหาสมุทรก็จะระเหยเป็นไอน้ำลอยขึ้นสู่เบื้องบนเนื่องจากไอน้ำมีความเบากว่าอากาศ เมื่อไอน้ำลอยสู่เบื้องบนแล้ว จะได้รับความเย็นและกลั่นตัวกลายเป็นละอองน้ำเล็ก ๆ ลอยจับตัวกันเป็นกลุ่มเฆม เมื่อจับตัวกันมากขึ้นและกระทบความเย็นก็จะกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำตกลงสู่พื้นโลก น้ำบนพื้นโลกจะระเหยกลายเป็นไอน้ำอีกเมื่อได้รับความร้อนจากดวงทิตย์ ไอน้ำจะรวมตัวกันเป็นเมฆและกลั่นตัวเป็นหยดน้ำกระบวนการเช่นนี้ เกิดขึ้นเป็นวัฏจักรหมุนเวียนต่อเนื่องกันตลอดเวลา เรียกว่า วัฏจักรน้ำทำให้มีน้ำเกิดขึ้นบนผิวโลกอยู่สม่ำเสมอ
ภาพประกอบที่ 12 วัฏจักรของน้ำ

น้ำ หมายถึง ของเหลวเกิดจากการรวมตัวกันของก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซออกซิเจนในภาวะที่เหมาะสมหรือความหมายในลักษณะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่นำมาใช้อุปโภค บริโภค ชำระล้างร่างกาย ใช้ในการเพาะปลูก การเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การคมนาคมทางน้ำ การผลิตพลังงาน ทรัพยากรน้ำยังเป็นทรัพยากรประเภทหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นทดแทนอยู่ตลอดเวลาเป็นวัฎจักร
ความสำคัญของแหล่งน้ำ
น้ำ จัดเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกายมนุษย์ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิต เช่น พืช สัตว์ ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และรักษาสมดุล ของระบบนิเวศ
ประโยชน์ของทรัพยากรน้ำ
น้ำฝน ถือเป็นแหล่งกำเนิดของน้ำแทบทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทย ฝนที่ตกเมื่อไหลลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง แอ่งน้ำ หรืออ่างเก็บน้ำ จะเรียกว่า น้ำท่าเมื่อซึมลงสู่ใต้ดินจะเรียกว่าน้ำใต้ดินและน้ำบาดาล
น้ำท่า คือ น้ำไหลในแม่น้ำลำธาร เกิดจากน้ำฝนที่ตกลงมาในพื้นที่รับน้ำ บางส่วนสูญเสียไป ส่วนที่เหลือก็จะไหลไปยังที่ลุ่มลงสู่แม่น้ำ ลำธารกลายเป็นน้ำท่า ร้อยละ 75 จะสูญเสียไปเนื่องจากการระเหยกลายเป็นไอน้ำ เมื่อซึมลงสู่ใต้ดินกลายเป็นน้ำใต้ดินและน้ำบาดาลและขังอยู่ตามแหล่งน้ำต่างๆ เพียงร้อยละ 25 ที่ไหลลงสู่แม่น้ำลำธารไปเป็นน้ำท่า น้ำใต้ดิน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ น้ำตื้นเป็นน้ำใต้ดินที่อยู่ในชั้นดินกรวดทรายระดับตื้น และน้ำบาดาลคือน้ำใต้ดินที่แทรกอยู่ในชั้นดิน กรวดทรายระหว่างชั้นทึบน้ำ 2 ชั้น หรือน้ำใต้ดินที่อยู่ในรอยแตกของหิน ซึ่งแหล่งน้ำใต้ดินที่สำคัญสามารถนำมาพัฒนาใช้ประโยชน์ได้ในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เช่นเดียวกับทรัพยากรชนิดอื่น ซึ่งนับวันจะมีบทบาทเพิ่มขึ้น แหล่งน้ำบาดาลของประเทศมีอยู่โดยทั่วไปในทุกภาค ซึ่งจะให้ปริมาณน้ำมากน้อยเท่าใดขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายภาพของชั้นดินในแต่ละพื้นที่
วิกฤตการณ์การขาดแคลนน้ำจากสาเหตุต่างๆ เช่น ความต้องการน้ำใช้ในกิจกรรมต่างๆ เช่น ความต้องการน้ำใช้ในกิจกรรมต่างๆ มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ความสมดุลของทรัพยากรน้ำระหว่างฤดูแล้งและฤดูฝนไม่สมดุล รวมถึงการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ ที่ขาดแผนการใช้ที่รัดกุมและเหมาะสมรวมทั้งขาดองค์กรระดับชาติที่จะเข้ามาบริหารจัดการแหล่งน้ำ ตลอดจนแหล่งน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบันมีสภาพเสื่อมโทรม เน่าเสีย คุณภาพไม่เหมาะสมไม่สามารถนำมาใช้ได้ จากปัญหาที่กล่าวมานี้ เกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น
1) สภาพแหล่งต้นน้ำลำธารถูกทำลาย การบุกรุกทำลายแหล่งน้ำ ส่งผลให้ พื้นที่ต้นน้ำลำธารอันเป็นแหล่งกำเนิดน้ำ ไม่สามารถดูดซับหรือชะลอน้ำไว้ในดิน เมื่อเกิดฝนตกหนักจึงทำให้มีน้ำไหลบ่าลงมาท่วมพื้นที่ตอนล่างอย่างรวดเร็วและรุนแรง
2) สภาพน้ำท่า เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ตกชุก ในทุกๆ ภาคของประเทศมี ปริมาณน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย โดยเฉพาะในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่ามีปริมาณลดลงไปด้วย
3) การใช้น้ำและความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นในทุกลุ่มน้ำ กิจกรรมต่างๆ ทั้งทาง อุตสาหกรรม เกษตรกรรม อุปโภคและบริโภค การท่องเที่ยว ตลอดจนการพัฒนาด้านสังคมและวัฒนธรรมล้วนเป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความต้องการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น
4) การบุกรุกทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำต่างๆ การขยายตัวของบ้านจัดสรรโรงงาน อุตสาหกรรม การพัฒนาการคมนาคมขนส่ง โดยขาดการวางแผนก่อให้เกิดการบุกรุกทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำหรืออาจทำให้มีการปนเปื้อนของสารพิษลงสู่แหล่งน้ำ

2.2.1.3 ป่าไม

ภาพประกอบที่ 13 ทรัพยากรป่าไม้

คำจำกัดความเกี่ยวกับป่าไม้ ป่าไม้ คือ สังคมของต้นไม้และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อันมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งปกคลุมเนื้อที่กว้างใหญ่และใช้ประโยชน์จากอากาศ น้ำ วัตถุต่างๆ ในดิน เพื่อเติบโตจนถึงอายุขัยและเพื่อสัมพันธ์ของตนเอง ทั้งให้ผลผลิตและบริการที่จำเป็นอันจะขาดเสียมิได้ต่อมนุษย์ (แปลจากหนังสือ An Introduction to American Forestry) สาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ประเภทรกร้างว่างเปล่า (ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. 2481) ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎมายที่ดิน (ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2481)
ภาพประกอบที่ 14 สภาพป่าไม้ที่ถูกทำลายเป็นทะเลทราย

ทรัพยากรป่าไม้ (Forest Resources) หมายถึง ทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ในสังคม ของป่าทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไม่มีชีวิต ดังนั้นทรัพยากรป่าไม้จึงหมายรวมถึงทรัพยากรอื่นๆ มีผลสืบเนื่องมาจากป่าไม้ ได้แก่ สัตว์ป่า ของป่า ที่ดิน ป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร และสภาพแวดล้อมทั่วไปของป่า สิ่งเหล่านี้จัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถฟื้นสภาพได้ถ้ามีการอนุรักษ์อย่างเหมาะสมก็จะมีการทดแทนขึ้นมาใหม่ และสามารถทำการบำรุงรักษาสภาพให้คงอยู่เพื่ออำนวยประโยชน์ต่อไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด ทรัพยากรป่าไม้นับว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีความสำคัญและมีคุณค่ายิ่ง ทางเศรษฐกิจ รวมถึงมีผลต่อความมั่นคงของประเทศด้วย ซึ่งแบ่งประโยชน์ของทรัพยากรป่าไม้ได้ดังนี้
1) ประโยชน์ทางตรง ได้แก่ ไม้ที่นำมาใช้สอย ก่อสร้างบ้านเรือนและเครื่องใช้ ต่างๆ ฟืนและถ่านที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง สมุนไพรต่างๆ ที่นำมาทำเป็นยารักษาโรค ส่วนต่างๆ ที่ใช้ทำเป็นเครื่องเขิน น้ำหอม น้ำมันผสมสี สบู่ เปลือก แก่นและผลของไม้ชนิดต่างๆ สำหรับฟอกหนังและสี
2) ประโยชน์ทางอ้อม ซึ่งไม่สามารถคำนวณเป็นมูลค่าได้ แต่มีความสำคัญ มาก เช่น ป่าไม้ช่วยให้มีน้ำไหอย่างสม่ำเสมอตลอดปี ช่วยบรรเทาความรุนแรงของอุทกภัย ช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ช่วยบรรเทาความรุนแรงของลมพายุ ช่วยรักษาระดับความชุ่มชื่นของอุณหภูมิในอากาศ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจประกอบกิจกรรมนันทนาการองประชาชน
สัตว์ป่า ตามความหมายของนักวิชาการ หมายถึง สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังทั้งหมดที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ อันประกอบด้วยสัตว์จำพวกปลา (pices) นก (aves) สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก (amphibia) สัตว์เลื้อยคลาน (reptilia) และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (mammalia) ความหมายตามพระราชบัญญัติสงวนคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ได้ให้ความหลายของสัตว์ป่า หมายถึง สัตว์ทุกชนิดไม่ว่าสัตว์บก สัตว์ปีก แมลง หรือ แมง ซึ่งโดยสภาพธรรมชาติย่อมเกิดและดำรงชีวิตอยู่ในป่าหรือในน้ำ และให้ความหายรวมถึงไข่ของสัตว์ป่าเหล่านั้นทุกชนิดด้วย แต่ไม่หมายความรวมถึงไข่ของสัตว์พาหนะที่ได้จดทะเบียนตั๋วรูปพรรณตามกฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะแล้ว และสัตว์พาหนะที่ได้มาจากการสืบพันธุ์ของสัตว์พาหนะดังกล่าว คุณค่าของทรัพยากรสัตว์ป่า สัตว์ป่าอำนวยประโยชน์หลายประการให้มนุษย์และยังช่วยเกื้อหนุนทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ อย่างไรก็ตามประโยชน์ส่วนใหญ่ของทรัพยากรสัตว์ป่าเป็น ประโยชน์ในทางอ้อมมากกว่าประโยชน์ทางตรง จึงทำให้มองไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสัตว์ป่าเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เช่น ป่าไม้ น้ำ และแร่ธาตุ

2.2.1.4 แร่ธาตุ
แร่มีหลายชนิด จำแนกตามส่วนประกอบทางเคมี และทางกายภาพ โดยพิจารณาจากเนื้อความเหนียว ความวาว และการนำไปใช้เป็นโลหะ อโลหะ รัตนชาติ และแร่เชื้อเพลิง แต่ถ้าจำแนกแร่ตามประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แบ่งเป็นแร่ประกอบหิน และแร่เศรษฐกิจ หรือแร่ธาตุทางอุตสาหกรรม แร่ที่มีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมแบ่งออกเป็นแร่โลหะ และอโลหะ
แร่ธาตุ หมายถึง สารประกอบอนินทรีย์หรือธาตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แร่จะมีคุณสมบัติเฉพาะและอยู่ในโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงตัวของแร่ธาตุเป็น ระเบียบ ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ เช่น คุณสมบัติทางฟิสิกส์ ได้แก่ สีผงละเอียด ความวาว รอยแตก ความแข็ง ความถ่วงจำเพาะ การเรือง เป็นแม่เหล็ก คุณสมบัติต่างๆ ที่กล่าวมา จะเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของแร่ตัวใดตัวหนึ่งโดยเฉพาะ ในการวิเคราะห์แร่จำเป็นต้องอาศัยคุณสมบัติในข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายๆ ข้อประกอบกัน แร่ธาตุ นับเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ประเทศไทยมีการทำเหมืองแร่มาเป็นเวลานาน ในอดีตแร่ดีบุกนับว่าเป็นแร่ที่สามารถทำรายได้ให้แก่ประเทศเป็นอันดับหนึ่ง ปัจจุบันมี่ความสำคัญลดลงเนื่องจากราคาตกต่ำ จากการขยายตัวทางอุตสาหกรรมที่ใช้แร่เป็นปัจจัยในการผลิต ทำให้ความต้องการใช้แร่ในประเทศเพิ่มมากขึ้น สัดส่วนการส่งออกของแร่ต่อการ ผลิตแร่มีแนวโน้มลดลง ขณะที่สัดส่วนการใช้ภายในประเทศต่อการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การผลิตแร่ในปัจจุบันจึงมีทิศทางด่านการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศเป็นหลักเนื่องจากแร่ธาตุเป็นทรัพยากรประเภทที่ใช้แล้วหมดไป ไม่สามารถเกิดทดแทนขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น การบิหารจัดการทรัพยากรแร่ธาตุให้เกิด ประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศและเหมาะสมกับเวลา จึงเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนั้นการพัฒนาขึ้นมาใช้ประโยชน์โดยไม่มีมาตรการป้องกันที่ดียังอาจก่อให้เกิด ความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน เช่น ป่าไม้ แหล่งน้ำ แหล่งธรรมชาติ ที่ควรอนุรักษ์ เป็นต้น ฉะนั้น การพัฒนาทรัพยากร แร่ธาตุอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป
ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการพัฒนาทรัพยากรแร่ธาตุ
1) คุณภาพน้ำในแหล่งน้ำบริเวณที่มีการทำคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมในด้านความ ขุ่นจากตะกอนที่เกิดจากการชะล้างพัดพาตะกอนดินจากการทำเหมืองและแต่งแร่ลงสู่ทางน้ำและแหล่งน้ำ อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารพิษและโลหะหนักชนิดต่างๆ ได้ด้วย เช่น แม่น้ำตาปี-พุมดวง ที่มีการผลิตแร่ดีบุก วุลแฟรม ยิบซั่ม พลวง ดินขาวและบอลล์เคลย์ แหล่งแร่ถ่านหินในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ แหล่งแร่ยิบซั่มในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานีและนครสวรรค์ เป็นต้น
2) การแพร่กระจายของสารตะกั่วในบริเวณรองอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ เนื่องจากการแต่งแร่ตะกั่วของเหมืองแร่ในพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำ มีการทิ้งน้ำที่มีการปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำโดยไม่มีการบำบัด เมื่อแพร่กระจายออกสู่ภายนอกย่อมก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและ iะบบนิเวศ ในระยะยาว
3) สถานการณ์การทำเกลือในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การผลิตเกลือจากการนำน้ำเกลือในภูมิภาคนี้ก่อให้เกิดผลกระทบจากการแพร่กระขายการชะล้าง ความเค็มจากแหล่งทำนาเกลือร้าง ที่แพร่กระจายความเค็มลงสู่แหล่งน้ำข้างเคียงและมีผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่ทำการเกษตรกรรม
4) การแพร่กระจายของสารหนูที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช พบการกระจายของสารหนู อันเนื่องมาจากการสลายตัวของกองแร่ จากเหมืองแร่ดีบุกร้างบนเขาร่อนนาและสรวงจันทร์ ซึ่งมีแร่อาร์เซโนไพไรต์กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปบริเวณยอดเขา และที่ราบต่ำรวมถึงการร่อนและขุดหา แร่รายย่อยของราษฎร
5) การทำเหมืองแร่ในทะเลและป่าชายเลน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อบริเวณแหล่งท่องเที่ยว แหล่งปะการัง ผลที่เกิดขึ้นเป็นพวกตะกอนขุ่น ซึ่งกระทบต่อการดำรงชีพของสัตว์น้ำในทะเล และปะการัง เช่น ที่อ่าวบางเทา จังหวัดหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งแร่ดีบุกในทะเลที่สำคัญของประเทศ

2.2.1.5 ทรัพยากรเพื่อการนันทนาการ (Recreation Resource)
ทรัพยากรเพื่อการนันทนาการ หมายถึง สิ่งต่างๆที่นำมาใช้ประโยชน์ในด้านการพักผ่อนหย่อนใจและการแสวงหาความรื่นรมย์ของมนุษย์ มักเกี่ยวข้องกับกิจการท่องเที่ยว ทรัพยากรเพื่อการนันทนา การนี้มีความสำคัญมากในปัจจุบัน เนื่องจากการขยายตัวของชุมชนเมืองใหญ่ในที่ต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ผู้คนอยู่ด้วยกันอย่างแออัดตามเมืองใหญ่ๆ และขาดการสัมผัสชีวิต ตามธรรมชาติ นอกจากนี้ชีวิตในเมืองยังมีความเครียดมากจากการทำงานและธุรกิจที่สับสนจอแจ ฉะนั้นจึงเกิดความต้องการที่จะหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจตามธรรมชาติที่สงบรื่นรมย์ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดต่างๆ


ภาพประกอบที่ 15 ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรเพื่อการนันทนาการ ที่เป็นที่นิยมอีกแหล่งหนึ่ง คือ ทรัพยากรชายฝั่งทะเล ชายฝั่งทะเลไทยมีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 2,614 กิโลเมตร โดยแยกเป็น ชายฝั่งด้านอ่าวไทย 1,660 กิโลเมตร ชายฝั่งด้านทะเลอันดามัน 954 กิโลเมตร ประเทศไทยนับว่ามีบริเวณชายฝั่งทะเลที่มีความยาวและมีความแตกต่างกันของพื้นที่หลากหลายรูปแบบ แต่ละบริเวณจะมีความสำคัญไม่เหมือนกัน มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์ สามารถให้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง ทรัพยากรชายฝั่งทะเลที่สำคัญ ได้แก่ ป่าชายเลน ปะการัง หาดทราย ปลาและสัตว์น้ำชายฝั่งนานาชนิด น้ำทะเล หญ้าทะเล เป็นแหล่งอาหาร แหล่งประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ซึ่งทรงคุณค่าทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีประโยชน์ในด้านเป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจที่สวยงาม นำมาซึ่งรายได้ส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ปัจจุบันทรัพยากรชายฝั่งทะเล กำลังประสบปัญหาความเสื่อมโทรมอย่างรุนแรง สาเหตุจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การเจริญเติบโตของชุมชนเมือง ริมฝั่งทะเล การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ก่อให้เกิดปัญหามลพิษต่างๆ รวมถึงการนำทรัพยากรชายฝั่งทะเลมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย ไม่ระมัดระวังก่อให้เกิดผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อทรัพยากรชายฝั่งทะเล ได้แก่
1) การลดลงของพื้นที่ป่าชายเลน พื้นที่ป่าชายเลนได้ลดลงอย่างรวดเร็ว จากเมื่อปี พ.ศ.2504 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าชายเลนอยู่ประมาณ 2.3 ล้านไร่ ปัจจุบันเหลือเพียง 1.05 ล้านไร่ ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากกิจกรรมพัฒนาต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การเพราะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง การทำนากุ้ง บ่อปลา การก่อสร้างท่าเทียบเรือ อู่ซ่อมเรือ การทำเหมืองแร่ การทำการเกษตรกรรม การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมชายฝั่งทะเล รวมถึงการระบายน้ำเสียจากชุมชน ลงสู่ป่าชายเลน ทำให้พื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรมและลดลง มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมบริเวณใกล้เคียงด้วย
2) ทรัพยากรประมงร่อยหรอ ทรัพยากรประมงนับว่าเป็นแหล่งรายได้และผลผลิตเลี้ยงชีพของประชาชนมาช้านาน ปัจจุบันทรัพยากรประมงทะเลไทย ที่เคยอุดมสมบูรณ์กำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤต เมื่อมีการตักตวงผลประโยชน์จากทะเลมากเกินพอพี ปริมาณสัตว์น้ำต่างๆ เริ่มลดลง ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่มาจาก การทำประมงทะเล ปัจจุบันพบว่า ปลาหน้าดิน เริ่มลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว การใช้เครื่องมือทำการประมงอย่างไม่ถูกวิธี การทำลายแหล่งอาศัยและหากินของ สัตว์น้ำทะเล ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ นอกเหนือจากการจับปลาจำนวนมากเกินกว่าศักยภาพกลัง การผลิตตามธรรมชาติแล้ว ยังมีสาเหตุจากความเสื่อมโทรมและปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมบริเวณชายฝั่งทะเลด้วย
3) หญ้าทะเลและสาหร่ายทะเล พืชทั้งสองชนิดนี้มีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างมาก เป็นแหล่งอาหารและแหล่งผลิตออกซิเจนให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในท้องทะเล โดยเฉพาะสัตว์น้ำวัยอ่อนและพะยูน ในน่านน้ำไทยพบหญ้าทะเลแล้วทั้งสิ้น 13 ชนิด และสาหร่ายทะเลไม่น้อยกว่า 300 ชนิด สาหร่ายทะเลบางชนิดเป็นอาหารของมนุษย์และยังใช้เป็นวัตถุดิบในการสกัดสาร Phycocolloid คือ วุ้น alginate และ carrageenan ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมอาหารประเภทเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และยา ปัจจุบันพบว่า แหล่งหญ้าทะเลที่ยังคงเหลืออยู่ในน่านน้ำไทย เช่น ทางฝั่งทะเลอันดามันตั้งแต่จังหวัดพังงาลงไปจนถึงสตูล มีหญ้าทะเลแหล่งใหญ่มากเป็นระยะๆ เชื่อมต่อกันไป ส่วนในอ่าวไทยฝั่งตะวันออกพบที่จังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง และที่คุ้งกระเบน ส่วนอ่าวไทยฝั่งตะวันตก พบเป็นระยะๆ จากจังหวัดประจวบคีรีขันธุ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี เกาะสมุย เกาะพะงันและปัตตานี ซึ่งแหล่งหญ้าทะเลหลายแห่ง ได้เสื่อมโทรมไปมาก แต่ที่เหลืออยู่ในปัจจุบันยังเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศชายฝั่งเป็นอย่างมาก สาหร่ายทะเล ที่เคยมีอย่างอุดมสมบูรณ์ เช่น ที่จังหวัดตราดและจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งที่มีสาหร่ายวุ้นอยู่ตามธรรมชาติอย่างหนาแน่น ปัจจุบันได้สูญสิ้นไปเกือบหมด บริเวณเกาะสมุยจังหวัดสุราษฎร์ธานี เคยมีความหลากหลายทางชีวภาพของสาหร่ายทะเลอยู่มากก็ลดปริมาณลงเช่นกัน
4) พะยูน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในทะเลและกินหญ้าทะเลเป็นหลัก พะยูนเคยอาศัยอยู่ทั่วไปในบริเวณชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยและอันดามัน ปัจจุบันพบว่าในอ่าวไทยทางด้านตะวันออกพบพะยูนจำนวนน้อยในเขตจังหวัดตราดและจันทบุรี ส่วนอ่าวไทยด้านตะวันตกไม่ปรากฏว่าพบร่องรอยของพะยูน ส่วนด้านทะเลอันดามันนั้น เหลือพะยูนประมาณ 60 ตัว อาศัยอยู่ในบริเวณหาดเจ้าไหมและเกาะลิบง จังหวัดตรังกับจังหวัดสตูล สาเหตุที่พะยูนลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว คือ การถูกล่าและฆ่าโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไป การอนุรักษ์พะยูนสามารถทำ ได้โดยการให้ความรู้กับประชาชนในท้องที่ที่พะยูนอาศัยอยู่ ส่งเสริมให้มีความตระหนักถึงความสำคัญของพะยูน รวมถึงการอนุรักษ์พื้นที่แหล่งหญ้าทะเล เพื่อให้พะยูนได้ใช้เป็นอาหารและสามารถขยายพันธุ์และเพิ่มปริมาณตามธรรมชาติด้วย
5) หอยหลอด เป็นสัตว์เศรษฐกิจพบมากจังหวัดสมุทรสงคราม เรียกกันว่า ดอนหอยหลอด เป็นแหล่งธรรมชาติที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง ปัจจุบันสภาพแวดล้อมบริเวณปากแม่น้ำแม่กลองเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดมีโคลนมาทับถมมาก และบริเวณที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของหอยหลอดลดลง การใช้ปูนขาวจับหอยหลอดอย่างไม่ถูกวิธี และการทิ้งเศษขยะปฏิกูลต่างๆ ลงสู่แม่น้ำแม่กลองนับว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้หอยหลอดลดจำนวนน้อยลง
6) ปะการัง คือ ระบบนิเวศอย่างหนึ่งในทะเล สังคมของแนวปะการังประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตต่างๆ หลายชนิดอาศัยอยู่ร่วมกัน สิ่งมีชีวิตที่สำคัญที่ทำให้เกิดแนวปะการัง คือ ตัวปะการัง ซึ่งเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง แต่มีโครงสร้างหินปูนที่ตัวปะการังสามารถสร้างขึ้นมาเอง โดยอาศัยแคลเซียมจากน้ำทะเลในน่านน้ำไทยโดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยตอนใน ปะการังจะยังไม่มีการสะสมกันจนเป็นแนวปะการัง แต่จะเป็นเพียงการรวมกลุ่มกันอยู่ในที่ที่เหมาะสม เรียกว่าเป็นกลุ่มปะการังเพราะยังไม่สร้างเป็นแนว เช่น ปะการังที่เกาะสีชังและหมู่เกาะแถบพัฒนา เป็นต้น แนวปะการังที่พบในน่านน้ำไทยมีกระจายอยู่ทั่วอ่าวไทย ทั้งในบริเวณชายฝั่งทะเลและตามเกาะต่างๆ เมื่อแยกชนิดของปะการังแล้ว ประมาณร้อยละ 55 ของชนิดปะการังทั้งหมดพบทางฝั่งอันดามันและกระจายอยู่ตามเกาะต่างๆ ในจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล ส่วนอีกร้อยละ 45 ของชนิดปะการังทั้งหมดพบทางฝั่งอ่าวไทยกระจายอยู่ตามเกาะต่างๆ ในจังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี
สาเหตุที่ทำให้แนวปะการังถูกทำลาย มีทั้งสาเหตุทางธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การจับสัตว์น้ำในแนวปะการังอย่างผิดวิธี การใช้ระเบิด ใช้สารเคมีและสารเบื่อเม รวมทั้งการจับหอยมือเสือและหอยอื่นๆ ที่ฝังตัวอยู่ในแนวปะการัง การเก็บปะการัง หรือการเก็บเพื่อนำมาขายให้นักท่องเที่ยว การทิ้งสมอเรือ ทำให้แนวปะการังเสียหาย การขุดร่องน้ำ การถมหรือสร้างสิ่งก่อสร้างยื่นล้ำชายหาด การทำเหมืองแร่หรือการเปิดหน้าดินเพื่อสร้างถนน การก่อสร้างอาคารริมทะเล รวมถึงการทิ้งของเสียลงสู่ทะเลทำให้น้ำทะเลเสื่อมโทรม ส่วนสาเหตุทางธรรมชาติ เช่น พายุที่รุนแรงกว่าปกติ เช่น พายุเกย์ เมื่อปี พ.ศ.2532 ทำให้ปะการังในแนวที่พายุพัดผ่านเสียหายได้ เช่น ที่เกาะเต่า นอกจากนี้ยังมีการถูกทำลายโดยการเจาะไชของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น หอยบางชนิด แม่เพรียง หอยเม่น ปลานกแก้ว ปลาดาวหนาม ที่กัดแทะหรือย่อยเนื้อเยื่อปะการังเป็นอาหาร เป็นต้น
ในอีกแหล่งข้อมูลหนึ่ง ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) (http://www.panyathai.or.th/ wiki/index.php) แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1) ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไป (Nonenewable Resources) ได้แก่ ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป หรือไม่สามารถทดแทนขึ้นหรือใช้ระยะเวลาในการทดแทนขึ้นใหม่ เช่น แร่ธาตุ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ
2) ทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถทดแทนใหม่ได้ (Renewable Resources) เช่น ป่าใช้ ดิน สัตว์ป่า น้ำ ทรัพยากรธรรมชาติประเภทนี้หากมีการจัดการในการใช้อย่างถูกวิธีจะสามารถเกิดขึ้นหรือทดแทนขึ้นใหม่ได้

2.3 การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (Conservation) หมายถึง การรู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์ต่อมหาชนมากที่สุด และใช้ได้เป็นระยะเวลานานมากที่สุด ทั้งนี้จะต้องให้มีความสูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์น้อยที่สุด แต่ในขณะเดียวกันสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนั้นให้คุ้มค่ามากที่สุด หรือเรียกว่าการใช้อย่างยั่งยืน สาเหตุที่ต้องมีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะผลสืบเนื่องจากการเพิ่มประชากรและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยีเป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดการร่อยหรอของทรัพยากรธรรมชาติ อันนำมาซึ่งปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของประชาชนทั้งในเขตเมืองบและชนบท นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคง และมั่งคั่งของประชาชน ในชาติการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตินั้น จะต้องมีนโยบายในการควบคุมการใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด คำนึงถึงผลได้ผลเสียอย่างถี่ถ้วน โดยการพิจารณาตามหลักวิชาการอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกจังหวะและความต้องการของสังคม ทั้งนี้เพราะทรัพยากรธรรมชาติเป็นมรดกอันมหาศาล ที่ธรรมชาติให้ไว้ เพื่อมนุษย์ได้ใช้ในการดำรงชีวิต จึงจำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อมิให้ทรัพยากรธรรมชาตินั้นหมดไปอย่างรวดเร็ว เพราะในการอนุรักษ์เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ทั้งในเมืองและชนบท ดังนั้น ในการวางแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด จะต้องไม่แยกมนุษย์ออก จากสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม หรือสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ
2.4 กรอบแนวคิดการศึกษา

การศึกษา



1. ประเภทและชนิดของทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล
2. ปริมาณของทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล
3. คุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล
ความคาดหวัง



1. ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลที่ศึกษาได้มีไม่น้อยกว่า 3 ประเภท
แต่ละประเภทมีไม่น้อยกว่า 5 ชนิด
2. ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลที่ศึกษามีปริมาณตามเกณฑ์ที่กำหนด
3. ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลที่ศึกษามีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด

บทที่ 3
วิธีการดำเนินการ

การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลในครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3.2 การดำเนินการ
3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
3.4 การสร้างเครื่องมือวัดและจดบันทึก
3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล
3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล
3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
รายละเอียดเป็นดังนี้

3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
การดำเนินการในครั้งนี้ ได้เก็บรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่
1) ผู้ใหญ่บ้าน บ้านซับมงคล จำนวน 1 คน
2) ผู้ใหญ่บ้าน บ้านชัยมงคล จำนวน 1 คน
3) กรรมการหมู่บ้านซับมงคล จำนวน 4 คน
4) กรรมการหมู่บ้านชัยมงคล จำนวน 4 คน
5) ผู้ทรงคุณวุฒิในหมู่บ้าน จำนวน 5 คน
และสำรวจภาคสนามด้วยผู้ศึกษา

3.2 การดำเนินการ
การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลในครั้งนี้ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ

3.3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลในครั้งนี้ ใช้เครื่องมือ 2 กลุ่ม ได้แก่

3.3.1 อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์
1) แว่นขยาย
2) กล้องถ่ายภาพนิ่ง
3) กล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหว
4) ไม้บรรทัด ตลับเมตร และสายวัด
5) กล่องพลาสติกเก็บตัวอย่างวัตถุที่ศึกษา

3.3.2 เครื่องมือวัด และจดบันทึก
1) แบบสัมภาษณ์ชนิดไม่มีโครงสร้าง
2) แบบบันทึกข้อมูลเชิงปริมาณ
3) แบบบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพ

3.4 การสร้างเครื่องมือวัดและจดบันทึก

3.4.1 แบบสัมภาษณ์ชนิดไม่มีโครงสร้าง
มีขั้นตอนการสร้างดังนี้ คือ
1) ทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ
2) สำรวจบริบทของอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล
3) กำหนดขอบเขตของการศึกษา
4) ตั้งประเด็นคำถาม
5) สร้างแบบบันทึกการสัมภาษณ์ทั้งในส่วนของคำถามที่มีโครงสร้าง และคำถามอื่น
6) เสนอที่ปรึกษาตรวจสอบความสอดคล้องของประเด็นคำถามกับวัตถุประสงค์การศึกษา
7) ปรับปรุงคำถามตามคำแนะนำ ก่อนนำไปเก็บรวบรวมข้อมูล

3.4.2 แบบบันทึกข้อมูลเชิงปริมาณ
มีขั้นตอนการสร้างดังนี้ คือ
1) ทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ
2) สำรวจบริบทของอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล
3) กำหนดขอบเขตของการศึกษา
4) ตั้งประเด็นการจดบันทึกข้อมูลเชิงปริมาณ
5) สร้างแบบบันทึกข้อมูล ทั้งแบบรายการ และตารางบันทึกข้อมูล
6) เสนอที่ปรึกษาตรวจสอบความสอดคล้องของแบบบันทึกกับวัตถุประสงค์การศึกษา
7) ปรับปรุงแบบบันทึกตามคำแนะนำ ก่อนนำไปเก็บรวบรวมข้อมูล

3.4.3 แบบบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพ
มีขั้นตอนการสร้างดังนี้ คือ
1) ทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ
2) สำรวจบริบทของอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล
3) กำหนดขอบเขตของการศึกษา
4) ตั้งประเด็นการจดบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพ
5) สร้างแบบบันทึกข้อมูลให้ครบถ้วนกับรายการศึกษา
6) เสนอที่ปรึกษาตรวจสอบความสอดคล้องของแบบบันทึกกับวัตถุประสงค์การศึกษา
7) ปรับปรุงแบบบันทึกตามคำแนะนำ ก่อนนำไปเก็บรวบรวมข้อมูล

3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล
การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลในครั้งนี้ ได้ดำเนินการ 3 ระยะ คือ

3.5.1 ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น ดำเนินการระหว่างวันที่ 17 – 20 ตุลาคม 2551 โดยสัมภาษณ์จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล บันทึกข้อมูลการสัมภาษณ์ด้วยแบบบันทึกการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง

3.5.2 ระยะที่ 2 เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามจากสถานที่จริง
การเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม ระหว่างวันที่ 21 – 27 ตุลาคม 2551 โดยผู้ศึกษาจากสถานที่จริง คือ บริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล บันทึกข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลเชิงปริมาณ และแบบบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพ

3.5.3 ระยะที่ 3 ร่วมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลและผู้ศึกษา
การสรุป จัดทำรูปเล่มรายงาน ระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2551 โดยในการสรุปนั้น ดำเนินการโดยผู้ศึกษากับกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ร่วมยืนยันผลการศึกษา ก่อนนำผลการศึกษาทั้งหมดมาเขียนเป็นรูปเล่มรายงาน

3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล
การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลในครั้งนี้ ได้วิเคราะห์ข้อมูล 3 ลักษณะคือ 1) การจัดจำแนก 2) การบันทึกข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ และ 3) การบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โดยการสรุปเนื้อหา ทั้งนี้ใน 3 ระยะ ดำเนินการโดยผู้วิจัย การแปลผลได้กำหนดเกณฑ์ของการมีซึ่งสิ่งที่สำรวจได้ในพื้นที่เป้าหมาย หรือพื้นที่ที่กำหนดโดยคิดเป็นร้อยละไว้ดังนี้
ร้อยละ 76 ขึ้นไป หมายถึง มากที่สุด
ร้อยละ 51 – 75 หมายถึง มาก
ร้อยละ 26 – 50 หมายถึง น้อย
ร้อยละ 1 – 25 หมายถึง น้อยที่สุด
ร้อยละ 0 หรือไม่พบ หมายถึง ไม่มี
ทั้งนี้ได้กำหนดเกณฑ์ไว้ให้อยู่ในระดับ มาก ขึ้นไป จึงจะถือว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพ
3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

3.7.1 ค่าเฉลี่ยหรือค่ามัชฌิมเลขคณิต (Arithmetic Mean or Mean : )

เมื่อ คือ คะแนนชุดที่ i
n คือ จำนวนชุดข้อมูลทั้งหมด

3.7.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
SD =
เมื่อ คือ คะแนนชุดที่ i
n คือ จำนวนชุดข้อมูลทั้งหมด

3.7.3 ค่าร้อยละ (Percentage)
ค่าร้อยละ =
ความถี่ที่ต้องการเปรียบเทียบ × 100
จำนวนรวมทั้งหมด

บทที่ 4
ผลการดำเนินการ

การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลในครั้งนี้ ได้นำเสนอผลการดำเนินการ 3 ระยะ และตามลำดับของวัตถุประสงค์การศึกษา 3 ข้อ ดังนี้
4.1 ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล
4.2 ระยะที่ 2 เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามจากสถานที่จริง
4.3 ระยะที่ 3 ร่วมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลและผู้ศึกษา
รายละเอียดเป็นดังนี้

4.1 ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น ดำเนินการระหว่างวันที่ 17 – 20 ตุลาคม 2551 โดยสัมภาษณ์จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 15 คน บันทึกข้อมูลการสัมภาษณ์ด้วยแบบบันทึกการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง ผลการดำเนินการเป็นดังนี้

ตารางที่ 1 การจัดจำแนก ข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลเชิงคุณภาพ ของความหลากหลายทางชีวภาพ
บริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล จากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง

การจัดจำแนก
ข้อมูลเชิงปริมาณ
ข้อมูลเชิงคุณภาพ
อดีต
ปัจจุบัน
พืช
1. หญ้าขน
2. หญ้าคา
3. หญ้าคอมมิวนิส
4. ข่อย
5. กก
6. ไผ่
7. ต้นสะเดา
8. ต้นกะบก
9. ต้นยูคาลิปตัส
10. ต้นขี้เหล็ก
11. ต้นมะม่วง
12.ต้นมะขาม
13. ต้นมะเขือพวง
14. ต้นดอกรัก
15. ต้นโสน
16. ต้นหมากขี้ช้าง
17. เครืออัญชัน
18. ต้นยาง
19. ยอป่า
20. ต้นสาบเสือ
21. ต้นแจ้ง
22. ต้นกระถิ่น
23. ต้นประดู่
24. ต้นเต็ง – รัง
25. ต้นคูณ
26. ต้นหญ้าเพ็ก
27. มอส
28. เฟิร์น
29. ต้นฝรั่ง

มากที่สุด
มากที่สุดมากที่สุดมาก
มากที่สุด
มากที่สุดมาก
มาก
ไม่มี
น้อย
น้อย
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มากที่สุดมาก
มากที่สุดมากที่สุดมากที่สุดน้อย
มากที่สุดมากที่สุดมากที่สุดมากที่สุด

มากที่สุด
มากที่สุด
มาก
น้อย
น้อย
น้อย
น้อย
น้อยที่สุด
น้อย
มาก
น้อย
น้อย
มาก
มาก
น้อย
มาก
มาก
น้อย
น้อย
มากที่สุด
น้อยที่สุด
มาก
น้อย
มาก
มาก
มากที่สุด
มาก
มาก
น้อย

ขึ้นเป็นกลุ่ม สูงประมาณ 20 เซนติเมตร ใช้เลี้ยงสัตว์ได้
ขึ้นเป็นกลุ่ม สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ใช้ทำหลังคาได้
ขึ้นเป็นต้น อยู่กระจายกับหญ้าอื่นๆ สูงประมาณ 1 – 2 เมตร
ลำต้นเดี่ยว อยู่ห่างกัน สูงประมาณ 3 – 5 เมตร
ขึ้นในน้ำ สูงประมาณ 1 เมตร โผล่พ้นน้ำประมาณ 60 เซนติเมตร
ขึ้นเป็นกอ อยู่เป็นกลุ่มใหญ่ ลำต้นสูง เป็นอาหารและใช้ประโยชน์ได้ดี
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูงประมาณ 4-8 เมตร ยอดและดอกเป็นอาหารได้
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูงประมาณ 10 เมตร อยู่ห่างกัน ผลเป็นอาหารได้
ไม้ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจชีวมวล สูง 12 – 20 เมตร
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง 2 – 5 เมตร ยอด ดอก ใบอ่อน เป็นอาหารได้
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง 5-15 เมตร ผลใช้เป็นอาหารได้
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง 3 -8 เมตร ผล ยอดอ่อน ใช้เป็นอาหารได้
ขึ้นเป็นกลุ่ม แทรกตามพืชชนิดอื่นๆ สูง 1 เมตร ใช้ผลเป็นอาหารได้
ขึ้นเป็นกลุ่ม สูง 1 – 2 เมตร ดอกใช้ร้อยมาลัย และประดับตกแต่ง
ขึ้นเป็นกลุ่มริมน้ำ สูง 1 – 2 เมตร ลำต้นประดับ ดอกใช้เป็นอาหารได้
ขึ้นเป็นกลุ่มสูง 1 – 3 เมตร
ขึ้นเป็นกลุ่ม ไม้เลื้อย
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูงใหญ่ ใช้ทำที่อยู่อาศัยได้
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง 4 – 10 เมตร
ขึ้นเป็นกลุ่ม สูง 1 เมตร
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง 2 – 6 เมตร
ขึ้นเป็นกลุ่ม สูง 1 – 3 เมตร ใช้ยอด และผลเป็นอาหารได้
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง ใหญ่ ใช้ทำที่อยู่อาศัยได้
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง ใหญ่ ใช้ทำที่อยู่อาศัยได้
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง 3- 12 เมตร
ขึ้นเป็นกลุ่ม สูง 1 - 2 เมตร
ขึ้นเป็นแผ่นตามบริเวณที่มีความชื้นสูง
ขึ้นเป็นกลุ่มริมน้ำและบริเวณที่มีความชื้นสูง
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง 3 – 8 เมตร ผลใช้เป็นอาหารได้
สัตว์
1. หนู
2. นกพิราบ
3. นกกระจอก
4. อีกา
5. มดดำ
6. มดแดง
7. มดแดงไฟ
8. งู
9. ผีเสื้อ
10. บุ้ง
11. ยุง
12. แมลงปอ
13. แมลงวัน
14. กระรอก
15. กระแต
16. จิ้งหรีด
17. ปลวก
18. ปลา
19. กบ
20. คางคก
21. เขียด
22. อึ่ง
23. กุ้ง
24. หอย
25. ปู

มากที่สุดมากที่สุดมากที่สุดมากที่สุดมากที่สุดมากที่สุดมากที่สุดมากที่สุดมากที่สุดมากที่สุดมากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด

มาก
น้อย
มากที่สุด
น้อย
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
น้อย
น้อย
มาก
มากที่สุด
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก

อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ในน้ำ
อาศัยอยู่ในน้ำ และริมน้ำบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ในน้ำ และริมน้ำบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ในน้ำ และริมน้ำบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ในน้ำ และทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ในน้ำ
อาศัยอยู่ในน้ำ
อาศัยอยู่ในน้ำ

จากตารางที่ 1 พบว่า ทั้งสัตว์และพืชที่ได้จากการสัมภาษณ์มีความหลากหลาย และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ผู้ให้ข้อมูลได้ให้ข้อมูลที่สอดคล้องกัน โดยทั้งพืชและสัตว์มีแนวโน้มลดลง โดยส่วนใหญ่ในอดีตจะมีผลการสำรวจเป็นมากที่สุดเกือบทุกรายการ

4.2 ระยะที่ 2 เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามจากสถานที่จริง
การเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม ระหว่างวันที่ 21 – 27 ตุลาคม 2551 โดยผู้ศึกษาจากสถานที่จริง คือ บริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล บันทึกข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลเชิงปริมาณ และแบบบันทึกข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการดำเนินการเป็นดังนี้

ตารางที่ 2 การจัดจำแนก ข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลเชิงคุณภาพ ของความหลากหลายทางชีวภาพ
บริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล จากการเก็บรวบรวมข้อมูลในสถานที่จริง

การจัดจำแนก
ข้อมูลเชิงปริมาณ
ข้อมูลเชิงคุณภาพ
ปัจจุบัน
พืช
1. หญ้าขน
2. หญ้าคา
3. หญ้าคอมมิวนิส
4. ข่อย
5. กก
6. ไผ่
7. ต้นสะเดา
8. ต้นกะบก
9. ต้นยูคาลิปตัส
10. ต้นขี้เหล็ก
11. ต้นมะม่วง
12.ต้นมะขาม
13. ต้นมะเขือพวง
14. ต้นดอกรัก
15. ต้นโสน
16. ต้นหมากขี้ช้าง
17. เครืออัญชัน
18. ต้นยาง
19. ยอป่า
20. ต้นสาบเสือ
21. ต้นแจ้ง
22. ต้นกระถิ่น
23. ต้นประดู่
24. ต้นเต็ง – รัง
25. ต้นคูณ
26. ต้นหญ้าเพ็ก
27. มอส
28. เฟิร์น
29. ต้นฝรั่ง

มาก
มาก
มาก
น้อยที่สุด
น้อยที่สุด
น้อยที่สุด
น้อยที่สุด
ไม่มี
มาก
มาก
น้อยที่สุด
น้อยที่สุด
น้อย
น้อยที่สุด
น้อย
มาก
มาก
น้อย
น้อย
มากที่สุด
น้อยที่สุด
มาก
น้อยที่สุด
น้อยที่สุด
น้อยที่สุด
มากที่สุด
มาก
มาก
น้อย

ขึ้นเป็นกลุ่ม สูงประมาณ 20 เซนติเมตร ใช้เลี้ยงสัตว์ได้
ขึ้นเป็นกลุ่ม สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ใช้ทำหลังคาได้
ขึ้นเป็นต้น อยู่กระจายกับหญ้าอื่นๆ สูงประมาณ 1 – 2 เมตร
ลำต้นเดี่ยว อยู่ห่างกัน สูงประมาณ 3 – 5 เมตร
ขึ้นในน้ำ สูงประมาณ 1 เมตร โผล่พ้นน้ำประมาณ 60 เซนติเมตร
ขึ้นเป็นกอ อยู่เป็นกลุ่มใหญ่ ลำต้นสูง เป็นอาหารและใช้ประโยชน์ได้ดี
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูงประมาณ 4-8 เมตร ยอดและดอกเป็นอาหารได้
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูงประมาณ 10 เมตร อยู่ห่างกัน ผลเป็นอาหารได้
ไม้ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจชีวมวล สูง 12 – 20 เมตร
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง 2 – 5 เมตร ยอด ดอก ใบอ่อน เป็นอาหารได้
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง 5-15 เมตร ผลใช้เป็นอาหารได้
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง 3 -8 เมตร ผล ยอดอ่อน ใช้เป็นอาหารได้
ขึ้นเป็นกลุ่ม แทรกตามพืชชนิดอื่นๆ สูง 1 เมตร ใช้ผลเป็นอาหารได้
ขึ้นเป็นกลุ่ม สูง 1 – 2 เมตร ดอกใช้ร้อยมาลัย และประดับตกแต่ง
ขึ้นเป็นกลุ่มริมน้ำ สูง 1 – 2 เมตร ลำต้นประดับ ดอกใช้เป็นอาหารได้
ขึ้นเป็นกลุ่มสูง 1 – 3 เมตร
ขึ้นเป็นกลุ่ม ไม้เลื้อย
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูงใหญ่ ใช้ทำที่อยู่อาศัยได้
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง 4 – 10 เมตร
ขึ้นเป็นกลุ่ม สูง 1 เมตร
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง 2 – 6 เมตร
ขึ้นเป็นกลุ่ม สูง 1 – 3 เมตร ใช้ยอด และผลเป็นอาหารได้
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง ใหญ่ ใช้ทำที่อยู่อาศัยได้
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง ใหญ่ ใช้ทำที่อยู่อาศัยได้
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง 3- 12 เมตร
ขึ้นเป็นกลุ่ม สูง 1 - 2 เมตร
ขึ้นเป็นแผ่นตามบริเวณที่มีความชื้นสูง
ขึ้นเป็นกลุ่มริมน้ำและบริเวณที่มีความชื้นสูง
ขึ้นเป็นต้นเดี่ยว สูง 3 – 8 เมตร ผลใช้เป็นอาหารได้
สัตว์
1. หนู
2. นกพิราบ
3. นกกระจอก
4. อีกา
5. มดดำ
6. มดแดง
7. มดแดงไฟ
8. งู
9. ผีเสื้อ
10. บุ้ง
11. ยุง
12. แมลงปอ
13. แมลงวัน
14. กระรอก
15. กระแต
16. จิ้งหรีด
17. ปลวก
18. ปลา
19. กบ
20. คางคก
21. เขียด
22. อึ่ง
23. กุ้ง
24. หอย
25. ปู

มาก
น้อย
มากที่สุด
น้อย
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
น้อย
น้อย
มาก
มากที่สุด
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก

อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ในน้ำ
อาศัยอยู่ในน้ำ และริมน้ำบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ในน้ำ และริมน้ำบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ในน้ำ และริมน้ำบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ในน้ำ และทั่วบริเวณสำรวจ
อาศัยอยู่ในน้ำ
อาศัยอยู่ในน้ำ
อาศัยอยู่ในน้ำ

จากตารางที่ 2 พบว่า ทั้งสัตว์และพืชที่ได้จากการสังเกตมีความหลากหลาย และส่วนใหญ่ผลการสำรวจเป็นน้อย กับน้อยที่สุด

4.3 ระยะที่ 3 ร่วมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลโดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูลและผู้ศึกษา
การสรุป จัดทำรูปเล่มรายงาน ระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2551 โดยในการสรุปนั้น ดำเนินการโดยผู้ศึกษากับกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ร่วมยืนยันผลการศึกษา ก่อนนำผลการศึกษาทั้งหมดมาเขียนเป็นรูปเล่มรายงาน ผลการดำเนินการเป็นดังนี้

ตารางที่ 3 การจัดจำแนก ข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลเชิงคุณภาพ ของความหลากหลายทางชีวภาพ
บริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล จากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง

การจัดจำแนก
ข้อมูลเชิงปริมาณ
สัมภาษณ์ : อดีต
สัมภาษณ์ : ปัจจุบัน
จากการสำรวจในสถานที่จริง
พืช
1. หญ้าขน
2. หญ้าคา
3. หญ้าคอมมิวนิส
4. ข่อย
5. กก
6. ไผ่
7. ต้นสะเดา
8. ต้นกะบก
9. ต้นยูคาลิปตัส
10. ต้นขี้เหล็ก
11. ต้นมะม่วง
12.ต้นมะขาม
13. ต้นมะเขือพวง
14. ต้นดอกรัก
15. ต้นโสน
16. ต้นหมากขี้ช้าง
17. เครืออัญชัน
18. ต้นยาง
19. ยอป่า
20. ต้นสาบเสือ
21. ต้นแจ้ง
22. ต้นกระถิ่น
23. ต้นประดู่
24. ต้นเต็ง – รัง
25. ต้นคูณ
26. ต้นหญ้าเพ็ก
27. มอส
28. เฟิร์น
29. ต้นฝรั่ง

มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มาก
มากที่สุด
มากที่สุด
มาก
มาก
ไม่มี
น้อย
น้อย
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มากที่สุด
มาก
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
น้อย
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด

มากที่สุด
มากที่สุด
มาก
น้อย
น้อย
น้อย
น้อย
น้อยที่สุด
น้อย
มาก
น้อย
น้อย
มาก
มาก
น้อย
มาก
มาก
น้อย
น้อย
มากที่สุด
น้อยที่สุด
มาก
น้อย
มาก
มาก
มากที่สุด
มาก
มาก
น้อย

มาก
มาก
มาก
น้อยที่สุด
น้อยที่สุด
น้อยที่สุด
น้อยที่สุด
ไม่มี
มาก
มาก
น้อยที่สุด
น้อยที่สุด
น้อย
น้อยที่สุด
น้อย
มาก
มาก
น้อย
น้อย
มากที่สุด
น้อยที่สุด
มาก
น้อยที่สุด
น้อยที่สุด
น้อยที่สุด
มากที่สุด
มาก
มาก
น้อย
สัตว์
1. หนู
2. นกพิราบ
3. นกกระจอก
4. อีกา
5. มดดำ
6. มดแดง
7. มดแดงไฟ
8. งู
9. ผีเสื้อ
10. บุ้ง
11. ยุง
12. แมลงปอ
13. แมลงวัน
14. กระรอก
15. กระแต
16. จิ้งหรีด
17. ปลวก
18. ปลา
19. กบ
20. คางคก
21. เขียด
22. อึ่ง
23. กุ้ง
24. หอย
25. ปู

มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด

มาก
น้อย
มากที่สุด
น้อย
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
น้อย
น้อย
มาก
มากที่สุด
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก

มาก
น้อย
มากที่สุด
น้อย
มากที่สุด
มากที่สุด
มากที่สุด
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
น้อย
น้อย
มาก
มากที่สุด
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก
มาก

จากตารางที่ 3 พบว่า ทั้งสัตว์และพืชที่ได้จากการสัมภาษณ์ และการสังเกตมีความหลากหลาย และส่วนใหญ่ผลการสำรวจเป็นน้อย กับน้อยที่สุด ซึ่งแตกต่างจากการสัมภาษณ์ปัจจุบัน โดยค่าที่ได้จากการสังเกตมีแนวโน้มต่ำลง หรือน้อยกว่าค่าที่ได้จากการสัมภาษณ์ และเมื่อนำค่าจากการสังเกตเปรียบเทียบกับค่าจากการสัมภาษณ์ในอดีต ยิ่งมีค่าความแตกต่างสูงขึ้น



บทที่ 5
สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ

การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลในครั้งนี้ สรุปดังนี้

5.1 สรุปผลการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การศึกษาคือ
1) เพื่อจัดจำแนกประเภทและชนิดของทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล
2) เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณของทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล
3) เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพของทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล
โดยตั้งสมมติฐานของการศึกษาไว้ว่า
1) ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลที่ศึกษาได้มีไม่น้อยกว่า 2 ประเภท แต่ละประเภทมีไม่น้อยกว่า 5 ชนิด
2) ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลที่ศึกษามีปริมาณตามเกณฑ์ที่กำหนด
3) ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลที่ศึกษามีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด
ผลการศึกษาสรุปได้ว่า
1) ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลที่ศึกษาได้มี 2 ประเภท คือ พืชและสัตว์แต่ละประเภทมีไม่น้อยกว่า 5 ชนิด โดยมีพืช 29 ชนิด และสัตว์ 25 ชนิด สอดคล้องกับสมมติฐาน
2) ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลที่ศึกษามีปริมาณตามเกณฑ์ที่กำหนดเพียงบางส่วน คือ พืชจำนวน 11 ชนิด และสัตว์จำนวน 21 ชนิด
3) ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลที่ศึกษามีคุณภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยทั้งพืชและสัตว์ที่สำรวจได้ มีประโยชน์กับระบบนิเวศ

5.2 อภิปรายผลการวิจัย
การศึกษาในครั้งนี้ อภิปรายผลได้ว่า การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลทั้งพืชและสัตว์ มีความหลายหลาย แต่เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลแล้ว มีแนวโน้มลดลงจากอดีตมาก ผลที่ได้เป็นแนวทางการจัดจำแนกประเภท และชนิดทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำ บ้านซับมงคล และบริเวณอื่นๆ ที่มีบริบทที่ใกล้เคียงกันได้ดี ได้แนวทางการศึกษา และการรักษาปริมาณทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคล ได้แนวทางการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลทั้งในด้านความหลากหลาย ปริมาณ และคุณภาพ และได้ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการพัฒนาอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

5.3 ข้อเสนอแนะ

5.3.1 การนำผลไปใช้
ผลการศึกษาในครั้งนี้เป็นเพียงการสำรวจ ยังไม่มีการจัดกระทำใดๆ กับสถานที่จริง สามารถนำผลที่ได้เป็นแนวทางในการศึกษาเรื่องอื่นๆ ตลอดจนใช้สำหรับการวางแผนเพื่อการดำเนินการใดๆ ในบริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านซับมงคลได้ เช่น การปรับปรุงภูมิทัศน์ การวางแผนใช้ดิน ทำการเกษตร ซึ่งทั้งนี้ต้องมีการศึกษา ขออนุญาต และต้องควบคุมการใช้ประโยชน์ให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพบริเวณอ่างเก็บน้ำ

5.3.2 การศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม
ควรศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียดของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด เกี่ยวกับการดำรงชีพ เพื่อวิเคราะห์หาแนวโน้มในการคงอยู่หรือสูญพันธุ์ไปของพืช สัตว์ชนิดนั้นๆ
ควรศึกษาถึงลักษณะของภูมิทัศน์ และการกำหนดทำเล เพื่อปรับปรุงให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว

บรรณานุกรม
Earth and Its Features. (1994). Hong King : Time Life, Asia. Encyclopedia of Soils in the Environment. (2005). Oxford : Elsevier.วัฒนา สุกัณศีล. (2548). โลกาภิวัฒน์ (Globalization). กรุงเทพฯ : คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ
สาขาสังคมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
ประสาน ต่างใจ. (2545). โลกหลัง 2012 : สู่มิติที่ห้า. กรุงเทพฯ : สถาบันวิถีทรรศน์.
ประสาน ต่างใจ. (2543). ศตวรรษใหม่ : โลกไม่ต้องการมนุษย์อีกแล้ว. กรุงเทพฯ : สถาบันวิถีทรรศน์.
โฟลเลย์, เจอรัล. (2538). โลกร้อนบทเรียนจากอนาคต. กรุงเทพฯ : สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา.
มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด. (2538). กติกา เครื่องมือ และการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม.
กรุงเทพฯ : มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.
Transportation and Global Climate Change. (1993). Berkeley, CA : American Council for an
Energy Efficient Economy.
Climate Change 2001 : Synthesis Report. (2001). [s.l.] : [s.n.].
Uzawa, Hirofumi. (2003). Economic Theory and Global Warming. New York [NY] : Cambridge
University Press.
กอร์, อัล. (2550). โลกร้อนความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง (An Inconvenient Truth). กรุงเทพฯ : มติชน
Global Warming วิกฤตโลกร้อนมหันตภัยคุกคามโลก. (2550). กรุงเทพฯ : เกียวโด เนชั่น พริ้นตั้ง
เซอร์วิส.
ภาวะโลกร้อน : สถานการณ์ ปัญหาและทางออก. (2550) กรุงเทพฯ : คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ.
สุธาวัลย์ เสถียรไทย. (254-). ยุทธศาสตร์ CDM : การแก้ปัญหาภาวะเรือนกระจกอย่างมีส่วนร่วม.
กรุงเทพฯ : สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม.
ปรากฏการณ์เอลนิโญ (The El Nino Phenomenon). (2544). กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ.
Hardy, John T. (2003). Climate Change : Cause, Effects, and Solutions. New York : J.Wiley.
ผลกระทบของภูมิอากาศต่อการประมง (The Impact of Climate on Fisheries). (2544). กรุงเทพฯ :
กรมวิชาการ
ผลกระทบเมื่อภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (The Impact of Climate Change). (2544). กรุงเทพฯ : กรม
วิชาการ.

บรรณานุกรม (ต่อ)

Kansri Boonpragob. (199-). Climate Change : Thailand's Role in a Global Context. Bangkok :
Thailand Environment Institute.
นีรนัย. (2539). ปรากฏการณ์เรือนกระจก. กรุงเทพฯ : สกายบุ๊กส์.
มลพิษอากาศในเมือง (Urban Air Pollution). (2544). กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ.
Global Climate Change and Tropical Ecosystems. (2000). Boca Raton, FL : CRC Press.
เมื่อปลาจะกินดาว 6 : รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อม 11 เรื่อง ในรอบปี 2549. (2549). กรุงเทพฯ :
ชมรมนักข่าวและสิ่งแวดล้อม.
โลกร้อนความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง (An Inconvenient Truth). (2549). [ม.ป.ท.] : [ม.ป.พ.]
http://laic.dpu.ac.th/exhibition2008/index.html
http://www.wikipedia.com/
http://www.sarakadee.comm/
http://www.ostc.thaiembdc.org/
http://www.vcharkarn.com/